<?xml version='1.0' encoding='UTF-8'?><?xml-stylesheet href="http://www.blogger.com/styles/atom.css" type="text/css"?><feed xmlns='http://www.w3.org/2005/Atom' xmlns:openSearch='http://a9.com/-/spec/opensearchrss/1.0/' xmlns:georss='http://www.georss.org/georss' xmlns:gd='http://schemas.google.com/g/2005' xmlns:thr='http://purl.org/syndication/thread/1.0'><id>tag:blogger.com,1999:blog-14004388</id><updated>2011-11-06T09:09:30.075-08:00</updated><title type='text'>Live from the Middle East</title><subtitle type='html'></subtitle><link rel='http://schemas.google.com/g/2005#feed' type='application/atom+xml' href='http://mideastboy.blogspot.com/feeds/posts/default'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/14004388/posts/default?max-results=100'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://mideastboy.blogspot.com/'/><link rel='hub' href='http://pubsubhubbub.appspot.com/'/><author><name>Egas</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07660181899229739135</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><generator version='7.00' uri='http://www.blogger.com'>Blogger</generator><openSearch:totalResults>13</openSearch:totalResults><openSearch:startIndex>1</openSearch:startIndex><openSearch:itemsPerPage>100</openSearch:itemsPerPage><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-14004388.post-7110379287850435821</id><published>2009-02-03T11:03:00.000-08:00</published><updated>2009-02-03T11:19:25.417-08:00</updated><title type='text'>Sleepless Night</title><content type='html'>กลับมาแล้วอีกครั้ง หลังจากหายไปนาน การนอนไม่หลับเป็นเหตุให้สมองต้องมานั่งคิดโน่นคิดนี่ตลอดเวลา อย่ากระนั้นเลย ใช้เวลาลองมานั่งทบทวนกันดีกว่าว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างในช่วงเวลาประมาณสามปีที่หายไปจากพื้นที่ตรงนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ครั้งสุดท้ายที่ผมได้มาละเลงถ้อยคำต่างๆ ในบล็อกนี้ก็ตั้งแต่วัดตรุษอีดของปี 2548 ซึ่งอยู่ประมาณช่วงเดือนตุลาคม อันเป็นระยะเวลานานพอสมควร และเป็นการเขียนบทความที่ค้างไว้โดยไม่ต่อให้จบด้วย ซึ่งหากใครได้มาอ่านตรงนี้ก็ขอทำความเข้าใจไว้เลยนะครับว่าผมจะไม่เขียนต่อให้จบแน่นอน ปล่อยให้ตัวอักษรเหล่านั้นได้ประจานถึงความเป็นคนที่ทำอะไรครึ่งๆ กลางๆ ต่อไปละกันครับ (แฮ่ม)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กว่าสามปีทีผ่านมาเกิดไรขึ้นกับชีวิตผมบ้าง.....&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แน่นอน การเปลี่ยนแปลงย่อมเป็นนิรันดร์ เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นกับชีวิตผมหลายอย่าง นำมาซึ่งความรับผิดชอบที่ผมต้องรับไว้ อย่างแรกคือผมต้องแปลงสถานภาพจากเด็กหนุ่มที่อาศัยอยู่ในตะวันออกกลางกลับมาสู่อ้อมอกของมาตุภูมิอีกครั้ง ประสบการณ์ที่ได้รับในดินแดนตะวันออกกลางได้สอนอะไรผมหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องงาน และการใช้ชีวิต สอนให้ผมได้รู้จักว่าชีวิตความเป็นจริงมันแตกต่างจากโลกในทัศนคติที่ผมคิดว่ามันอาจจะมีอยู่จริงในช่วงที่ผมยังเป็นนักศึกษาอยู่ ซึ่งก็คงไม่มีอะไรมากไปกว่าคำขอบคุณกับประสบการณ์ทั้งดีและร้ายที่ได้รับ อย่างน้อยๆ ผลที่ได้รับจากการอาศัยอยู่ที่ประเทศกาตาร์กว่าสองปีของผมก็ค่อนข้างเป็นไปในทางบวก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ย้อนกลับมาดูชีวิตผมตอนนี้ละกัน ชีวิตการงานในปัจจุบันผมค่อนข้างมีความมั่นคงและผมก็รู้สึกสนุกกับมัน ผมได้กลับมาอยู่กับครอบครัวอีกครั้ง ซึ่งเป็นสิ่งที่ได้ใฝ่หามานาน นับตั้งแต่เดินทางออกจากบ้านมาอาศัยอยู่ในโลกภายนอกตั้งแต่อายุเจ็ดขวบ ได้พบปะเพื่อนฝูงเดิมๆ ที่คุ้นเคยมาตั้งแต่สมัยยังเป็นเด็กตัวเล็กๆ ขณะที่ชีวิตส่วนตัวก็มีความยุ่งเหยิง แต่มันก็คือรสชาติของชีวิต&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมคิดไว้เสมอว่าถ้ามีโอกาสผมจะกลับมาที่พื้นที่ตรงนี้อีก ผมบอกตัวเองไว้ช่วงที่ผมหายไปว่าหากทุกอย่างมันเริ่มที่จะคงที่ผมก็อยากที่จะกลับมาเขียนบล็อกของผมนี้อีก และวันนี้ผมก็ได้กลับมาพร้อมละเลงตัวอักษรลงบนหน้าบล็อกอันนี้อีกครั้ง ยินดีต้อนรับตัวเองกลับสู่ที่เดิม และหวังว่าต่อจากนี้ไป คงจะมีเรื่องราวดีๆ ให้ผมได้มาเขียนไว้ ณ ที่นี้อีกครั้ง&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/14004388-7110379287850435821?l=mideastboy.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://mideastboy.blogspot.com/feeds/7110379287850435821/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=14004388&amp;postID=7110379287850435821' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/14004388/posts/default/7110379287850435821'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/14004388/posts/default/7110379287850435821'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://mideastboy.blogspot.com/2009/02/sleepless-night.html' title='Sleepless Night'/><author><name>Egas</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07660181899229739135</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-14004388.post-113110142658431603</id><published>2005-11-04T01:57:00.000-08:00</published><updated>2005-11-04T02:50:26.600-08:00</updated><title type='text'>Eid Mubarak (1)</title><content type='html'>Eid Mubarak&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถึง เพื่อนๆ ที่รัก&lt;br /&gt;ก่อนอื่นต้องขอกล่าวคำว่า Eid Mubarak ซึ่งมีความหมายว่า สุขสันต์เนื่องในวันอีด เพื่อนๆ อาจจะงงว่าวันอีดคือวันอะไร ก่อนอื่นต้องขออฅธิบายให้เพื่อนๆ ฟังก่อนว่าวันอีด หรือ Eid แบ่งออกได้เป็นสองช่วง คือ Eid Al Fitr ซึ่งคือวันเฉลิมฉลองสิ้นสุดเทศกาลการถือศีลอด และ Eid Al Adha ซึ่งคือวันเฉลิมฉลองให้แก่ชาวมุสลิมที่เดินทางไปประกอบพิธีฮัจญ์ที่เมืองเมกกะ ประเทศซาอุดิอาระเบีย ซึ่งวันอีดนี้ถือเป็นวันสำคัญของชาวมุสลิมที่อาศัยอยู่ทั่วโลกยิ่งนัก และสำคัญยิ่งกว่าวันปีใหม่ (ทั้งของสากลและของอิสลามเสียอีก) ในวันอีดนี้ ชาวมุสลิมจะตื่นกันตั้งแต่เช้า โดยจะมีดการเตรียมอาหาร ขนมต่างๆ เพื่อจัดเลี้ยง ก่อนที่จะเดินทางไปที่มัสยิดเพื่อประกอบพิธีกรรมทางศาสนา บางที่อาจจะมีการรวมตัวกันที่ลานใหญ่เพื่อประกอบพิธีกรรมร่วมกัน ซึ่งแม้แต่กษัตริย์ก็จะมาร่วมสวดมนต์กับประชาชนทั่วไป จากที่ฉันมาอยู่ที่ประเทศนี้เป็นเวลากว่าสองปี ฉันค่อนข้างจะชื่นชมต่อ Commitment ที่เขามีต่อศาสนาเขายิ่งนัก ฉันคุยกับคนเหล่านี้พบว่า เขาสามารถที่จะตอบหรืออธิบายเกี่ยวกับหลักศาสนาและคำสอนของศาสดาได้อย่างชนิดที่ว่ารู้ลึกและรู้จริง ซึ่งทำให้ฉันอดคิดไม่ได้ว่าหน่วยงานที่รับผิดชอบเรื่องการศึกษาทางศาสนาควรปลูกฝังให้ประชาชนไทยได้ศึกษาเกี่ยวกับศาสนาที่ตนนับถืออยู่อย่างถ่องแท้เสียที ไม่ใช่ว่า ปากบอกเป็นพุทธ ไม่สามารถตอบคำถามต่างๆ เกี่ยวกับศาสนาได้ กลับเข้าเรื่องกันใหม่ หลังจากสวดแล้ว ก็จะออกเดินทางไปยังบ้านเพื่อนหรือคนรู้จักต่างๆ เพื่อร่วมเฉลิมฉลอง บางพวกอาจจะมีการออกไปเที่ยวกับครอบครัวยังต่าง จังหวัด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วันอีดปีนี้ในกาตาร์ตรงกับวันที่ 3 พฤศจิกายน (อ้อ ลืมบอกไปการกำหนดวันอีดนั้น เขาจะดูจากพระจันทร์นะ) สำหรับฉันในปีนี้นั้นค่อนข้างจะมีเวลาว่างพอสมควร เนื่องจากมีวันหยุดถึง 4 วัน ซึ่งแน่นอนฉันก็ต้องนั่งอ่านหนังสือเตรียมสอบตามปกติ แต่หลังจากที่ได้คุยกับ “ท่อก” เกี่ยวกับเรื่องการเตรียมการสอบ ก่อนที่จะจบการสนทนาของเราสองคน ท่อกบอกกับฉันว่า อย่าลืมไปหาเหล้ากินบ้าง (ไม่น่าเชื่อว่าคำพูดนี้จะหลุดจากปากกะท่อกเลยเนอะ ว่ามั้ย) ฉันเก็บคำพูดนี้มาทำตาม เพียงแต่ไม่ได้ออกไปกินเหล้าเท่านั้นแหละ ฉันได้จัดแจงนัดหมายกับเพื่อนของฉันที่นี่สองคนว่าเราควรจะออกจากกรุงโดฮาไปสำรวจสถานที่ต่างๆ ในกาตาร์กันบ้าง และจุดมุ่งหมายของพวกเราในคราวนี้คือเหนือสุดของประเทศกาตาร์ ผู้ร่วมเดินทางกันไปในครั้งนี้ก็มีฉัน พี่ออง ซึ่งเป็นคนไทยที่เป็นวิศวกรอยู่บริษัทขุดเจาะน้ำมันชื่อดังของโลกแห่งหนึ่งที่มีสาขาในกาตาร์ เกด เพื่อนสาว (ที่มีอยู่ไม่กี่คน) ประจำกลุ่ม ทำงานอยู่สายการบินกาตาร์ และเพิ่มมาอีกคนคือ ไอมัน เพื่อนร่วมงานชาวอียิปต์ของพี่อองที่เพิ่งรู้จักกันแต่สนิทสนมกันอย่างรวดเร็ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เราออกเดินทางประมาณเที่ยงวันของวันที่ 3 พฤศจิกายน ด้วยข้อจำกัดหลายๆ อย่าง เราตัดสินใจที่จะไปเที่ยงเย็นกลับ โดยอุปกรณ์ที่เราขาดไม่ได้สำหรับการเดินทางในครั้งนี้เลย คือ กล้องถ่ายรูป พี่อองเป็นคนที่บ้ากล้องมาก และฉันก็ถือว่าเขาเป็นครูสอนเรื่องกล้องคนแรกของฉันเอง พวกเราค่อนข้างจะตื่นเต้นกับการเดินทางครั้งนี้พอสมควร เนื่องจากการที่เราอยู่กาตาร์กันมาเป็นระยะเวลานานพอสมควรและได้เดินทางไปตามที่ต่างๆ เราก็รู้ว่าทางทิศใต้ของกาตาร์ติดกับชายแดนซาอุดิอาระเบีย (ซึ่งฉันก็เกือบจะโดนจับเนื่องจากตำรวจคิดว่าฉันจะหนีออกนอกประเทศ) ทางทิศตะวันออกนั้น แน่นอนก็คือกรุงโดฮา และหากเลาะชายฝั่งทางทิศตะวันออกและตะวันตกไปทางเหนือก็จะเจอเมืองอุตสาหกรรม Ras Laffan (Ras Laffan Industrial City) ซึ่งเป็นสถานที่ที่มีโครงการด้านการผลิตก๊าซธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุดในโลก และโครงการด้านพลังงานอื่นๆ ที่สำคัญอีกหลายโครงการ (ไว้วันหลังจะเล่าเรื่องนี้ให้ฟัง เพราะเวลาคุยเรื่องน้ำมันหรือผลิตภัณฑ์พลังงานของที่นี่ทีไรอดน้อยใจกับราคาน้ำมันบ้านเราไม่ได้) และหากไปทางทิศใต้ก็จะเจอ Sand Dune ซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงที่สุดในกาตาร์ และกำลังจะได้รับการเสนอชื่อให้เป็นหนึ่งในมรดกโลก ส่วนทางด้านทิศตะวันตกของกาตาร์นั้นติดกับทะเล มีเมืองสำคัญชื่อว่า Dukhan และมีโรงงานต่างๆ มากมาย รวมถึงยังเป็นบ่อน้ำมันในทะเล (Off Shore) อีกด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เนื้อที่หมดพอดี ยังไม่ได้เริ่มเดินทางกันเลย มัวแต่โม้ออกนอกเรื่องมากไปหน่อยเลยยังไม่ได้เริ่มอะไรเลย เอาไว้ฉันจะเล่าให้ฟังเกี่ยวกับการเดินทางเต็มๆ ในฉบับต่อไปนะ แล้วไว้เจอกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Huakee&lt;br /&gt;4 พ.ย. 48&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/6470/1253/1600/pa%20tew%20098.jpg"&gt;&lt;img style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; CURSOR: hand" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/6470/1253/320/pa%20tew%20098.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Sand Dune ที่เมือง Meisaeed ทางตอนใต้ของกรุงโดฮา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/6470/1253/1600/egas%20gallery%20033.jpg"&gt;&lt;img style="FLOAT: right; MARGIN: 0px 0px 10px 10px; CURSOR: hand" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/6470/1253/320/egas%20gallery%20033.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บริเวณในเขตอุตสาหกรรมที่เมือง Ras Laffan จะเป็นโรงงาน และที่เห็นส้มๆ นั่นคือท่อส่งก๊าซ เสียดายที่วันนั้นลมแรงไปนิด เลยภาพไม่ชัด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/6470/1253/1600/dukhan%20006.jpg"&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/6470/1253/1600/dukhan%20006.jpg"&gt;&lt;img style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; CURSOR: hand" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/6470/1253/320/dukhan%20006.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Rock Formation บริเวณทางไปทิศตะวันตก เกิดจากการรวมตัวกันของหินดินทรายต่างๆ ที่ถูดพัดมา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/6470/1253/1600/dukhan%20006.jpg"&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/6470/1253/1600/dukhan%20006.jpg"&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/6470/1253/1600/dukhan%20010.jpg"&gt;&lt;img style="FLOAT: right; MARGIN: 0px 0px 10px 10px; CURSOR: hand" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/6470/1253/320/dukhan%20010.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/6470/1253/1600/dukhan%20010.jpg"&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;สุดเขตแดนตะวันตกที่เมือง Dukhan&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/6470/1253/1600/saudi%20012.jpg"&gt;&lt;img style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; CURSOR: hand" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/6470/1253/320/saudi%20012.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บริเวณที่เชื่อมต่อกับชายแดนซาอุฯ ที่เห็นคือด่าน ตรวจคนออกเมือง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/6470/1253/1600/dukhan%20010.jpg"&gt;&lt;/a&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/14004388-113110142658431603?l=mideastboy.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://mideastboy.blogspot.com/feeds/113110142658431603/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=14004388&amp;postID=113110142658431603' title='15 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/14004388/posts/default/113110142658431603'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/14004388/posts/default/113110142658431603'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://mideastboy.blogspot.com/2005/11/eid-mubarak-1.html' title='Eid Mubarak (1)'/><author><name>Egas</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07660181899229739135</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>15</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-14004388.post-113094499348689132</id><published>2005-11-02T05:55:00.000-08:00</published><updated>2005-11-02T07:23:13.530-08:00</updated><title type='text'>เกียรติของคน ต้องขุดเอง</title><content type='html'>&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/6470/1253/1600/t08.jpg"&gt;&lt;img style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/6470/1253/320/t08.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;ผมเพิ่งได้มีโอกาสดูภาพยนตร์เรื่อง "มหาลัยเหมืองแร่" จากแผ่นวีซีดีที่ส่งมาจากเมืองไทย นับว่าเป็นหนึ่งในหนังที่ผมรอชมมากที่สุดในปีนี้ (นอกเหนือจาก Star Wars Episode III ) ด้วยเหตุผลสองประการ คือ ผมประทับใจเรื่องนี้เมื่อครั้งได้อ่านหนังสือที่เขียนโดยศิลปินแห่งชาติ คุณอาจินต์ ปัญจพรรค์ และสอง ผมยังจำความรู้สึกที่ผมน้ำตาไหลด้วยความประทับใจในฉากสุดท้ายของหนังเรื่อง " 15 ค่ำ เดือน 11" ที่กำกับโดยคุณจิระ มะลิกุล ได้ดี ดังนั้นความคาดหวังที่ผมมีต่อเรื่องหมาลัยเหมืองแร่นั้นมีอยู่ในระดับปานกลาง เนื่องจากผมไม่คิดที่จะตั้งความคาดหวังไว้สูงกับหนังที่ดัดแปลงมาจากนิยายที่นับได้ว่าเป็นหนึ่งในผลงานชั้นเยี่ยมของวงการวรรณกรรมไทย เพราะจะต้องมีการดัดแปลง ปรับเปลี่ยน และผิดเพี้ยนไปจากจินตนาการเมื่อครั้งผมยังอ่านหนังสือเล่มนี้อยู่ไม่มากก็น้อย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หนังสือรวมเรื่องสั้นชุดเหมืองแร่ประกอบไปด้วยเรื่องสั้นจบในตอนจำนวน 142 เรื่อง ซึ่งเป็นเรื่องเล่าเกี่ยวกับในชีวิตแหมืองแร่กระโสมทิน เดรด จังหวัดพังงา ผ่านมุมมองของเด็กหนุ่มที่ถูกรีไทร์จากรั้วหมาวิทยาลัยในกรุงเทพฯ ซึ่งก็คือตัวอาจินต์นั่นเอง หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือที่อ่านแล้วเพลิดเพลิน ได้เรียนรู้ถึงชีวิตคนชั้นแรงงานที่ทำงานอยู่ในสมัยหลังสงครามโลกครั้งที่สอง แต่นั่นยังไม่สำคัญเท่ากับแนวคิด หลักการในการใช้ชีวิตของคนธรรมดาๆ ต่างๆ ที่อาจฟังดูแล้วไม่เลิศเลอหรือสวยหรูเหมือนคำคมต่างๆ ที่ปรากฎอยู่ในหนังสือรวบรวมคติการใช้ชีวิตของพวกฝรั่ง แต่ก็สะท้อนถึงความเป็นจริง การใช้ชีวิตเพื่อให้ตนเองมีชีวิตอยู่รอดและสามารถต่อสู้กับความยากลำบากต่างๆ ได้ ซึ่งเป็นจุดที่ผมประทับใจกับหนังสือเล่มนี้อย่างยิ่ง ข้อคิดในการใช้ชีวิต (ซึ่งผมอยากใช้คำว่าการต่อสู้กับสถานการณ์ต่างๆ ในชีวิตมากกว่า) ได้สอดแทรกเข้ามาในทุกๆ ตอนของหนังสือเล่มนี้ ตั้งแต่ต้นจนจบ แน่ก็คือเสน่ห์ของหนังสือเล่มนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลังจากที่ผมได้ดูหนังเรื่องนี้จบ ผมเกิดความรู้สึกประทับใจระดับหนึ่ง ในแง่ของการสร้าง ฉากและอุปกรณ์ต่างๆ ต้องขอยกนิ้วให้เลยว่าออกมาได้ดีและคงจะไม่ผิดเพี้ยนไปจากที่คนที่เคยอ่านหนังสือเล่มนี้มาก่อนจินตนาการมากนัก สำหรับในส่วนของบท (ซึ่งหนังไทยเกือบทุกเรื่องมักจะตกม้าตายตรงจุดนี้) ผมขอบอกว่า "สอบผ่าน" การดำเนินเรื่องอาจจะออกมาไม่ค่อยปะติดปะต่อและไหลลื่นมากนัก (ในจุดนี้หากทำได้เนียนกว่านี้ผมว่าหนังเรื่องนี้จะสมบูรณ์อย่างมาก) แต่ผมก็เข้าใจที่ว่าหนังเรื่องนี้ดัดแปลงมาจากนิยาย การที่จะนำรายละเอียดในนิยายจำนวน 142 ตอนมาใส่ไว้หนังความยาว ไม่เกินสองชั่วโมงนั้นจึงเป็นไปได้ยากยิ่งนัก แต่ก็ต้องยอมรับว่าคุณจิระทำได้ดีในระดับหนึ่งและยังคงความประทับใจที่ปรากฎในนิยายบางส่วนไว้ได้ดี และผมก็เชื่อว่า ณ ตรงนี้คงจะไม่มีใครทำนำหนังสือเรื่องนี้มาทำหนังได้ดีเท่ากับคุณจิระอีกแล้ว สำหรับดาราที่มาแสดงก็ถือว่าใช้ได้ในระดับหนึ่งครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมอดไม่ได้ที่จะเอาชีวิตของอาจินต์ฯ กับชีวิตผมาเปรียบเทียบกัน เนื่องจากภาวะที่เขาเผชิญเมื่อครั้งไปทำงานที่เหมืองกับภาวะที่ผมเผชิญเมื่อครั้งจากบ้านเกิดเมืองนอนมาทำงานในต่างแดนนั้นช่างมีความละม้ายคล้ายคลึงอยู่พอสมควร ผมต้องจากครอบครัวอันเป็นที่รักมาทำงานในที่ๆ มีแต่คนแปลกหน้า ซึ่งงานต่างๆ ที่ผมทำช่างแตกต่างกับสิ่งที่ผมได้เคยเรียนรู้เมื่อครั้งยังศึกษาอยู่ในระดับปริญญาตรี ผมต้องพบกับอุปสรรคมากมาย สามารถที่จะรู้สึกได้ว่าตนเองก็เปรียบเสมือนจุดเล็กๆ ของสังคมและพยายามค้นหาวิธีที่จะทำให้จุดเล็กๆ จุดนี้เป็นฟันเฟืองที่มีส่วนร่วมในการพัฒนาสังคมได้ (ซึ่งกำลังอยู่ในระหว่างการค้นหา) ดังนั้นผมจึงชอบคำที่โปรบของหนังเรื่องนี้ว่า "เกียรติของคน ต้องขุดเอง"เนื่องจากผมเป็นอีกคนที่เชื่อว่า การดำเนินการในเรื่องใดเรื่องหนึ่งนั้น แม้ว่าจะมีปัจจัยอื่นๆ เข้ามามีส่วนร่วมในการตัดสินใจ แต่ท้ายที่สุดก็อยู่ที่ตัวเราเป็นผู้ที่จะทำทุกอย่างให้เป็นผลสำเร็จอยู่ดี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แม้ว่าความประทับใจที่ผมมีต่อหนังเรื่องนี้อาจจะไม่เทียบเท่ากับเมื่อครั้งผมดู "15 ค่ำเดือน 11" ก็ตามแต่ข้อคิดต่างๆ ที่หนังเรื่องนี้ได้นำมาจากหนังสือเพื่อถ่ายทอดให้ผู้ชมนั้น และพยายามจะให้คนดูได้คิดหาวิธีในการใช้ชีวิตเพื่อประสบความสำเร็จนับว่าเป็นเรื่องที่น่าประทับใจอย่างยิ่ง ก่อนจบผมขอฝากทิ้งท้ายคำคมจากหนังเรื่องนี้อีกประโยคว่า "อดีตคือความฝัน ปัจจุบันต้องอดทน" ครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;HK&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2 Nov. 05&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/14004388-113094499348689132?l=mideastboy.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://mideastboy.blogspot.com/feeds/113094499348689132/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=14004388&amp;postID=113094499348689132' title='2 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/14004388/posts/default/113094499348689132'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/14004388/posts/default/113094499348689132'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://mideastboy.blogspot.com/2005/11/blog-post.html' title='เกียรติของคน ต้องขุดเอง'/><author><name>Egas</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07660181899229739135</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>2</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-14004388.post-113076578997556215</id><published>2005-10-31T03:10:00.000-08:00</published><updated>2005-10-31T05:36:34.800-08:00</updated><title type='text'>แบบ เบิร์ด เบิร์ด</title><content type='html'>&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/6470/1253/1600/thumb.jpg"&gt;&lt;img style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; CURSOR: hand" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/6470/1253/320/thumb.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;ขึ้นหัวอย่างนี้หลายคนอาจจะประหลาดใจว่าผมจะเขียนถึงคอนเสิ&lt;a class="image" title="" href="http://th.wikipedia.org/wiki/à¸ à¸²à¸:Bantam_Rooster.jpg"&gt;&lt;/a&gt;ร์ตของพี่เบิร์ด ธงไชย แมคอินไตย์หรืออย่างไร ไม่ใช่แน่นอนครับ ผมไม่ได้จะเขียนถึงศิลปินคนโปรดของผมแน่นอน แต่วันนี้จะว่าด้วยเรื่องของนก (ที่ไม่ใช่น้องนก) ล้วนๆ ครับ ถ้าพูดถึงนกหรือสัตว์ปีก ประเด็นที่เด่นดังในปัจจุบันคงไม่มีประเด็นไหนสู้กับเรื่องการแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดนกได้อย่างแน่นอน โรคไข้หวัดนก หรือชื่อภาษาอังกฤษที่ใช้กันว่า Avian Influenza สายพันธ์ H5N1 เกิดจากเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่บางสายพันธุ์ที่พบในนก ซึ่งเป็นแหล่งรังโรคในธรรมชาติ ปกติแล้วโรคนี้ติดต่อมายังคนได้ไม่ง่ายนัก แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีทางเลยนะครับ เนื่องจากคนที่สัมผัสใกล้ชิดกับสัตว์ที่เป็นโรคก็อาจติดเชื้อได้ มีรายงานการเกิดโรคไข้หวัดนกในคนครั้งแรกในปี 2540 เมื่อเด็กชายชาวฮ่องกงวัย 3 ขวบ เสียชีวิตด้วยไข้หวัดใหญ่อย่างกระทันหันจากการติดเชื้อไวรัสไก่ ในคราวที่เกิดโรคระบาดของสัตว์ปีกในฮ่องกง แต่โรคนี้มีชื่อเสียงโด่งดังก็เมื่อปี 2547 โดยได้มีการแพร่ระบาดไข้หวัดนกอย่างรวดเร็วและแพร่หลายในกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และกำลังแพร่ระบาดไปยังยุโรป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ขณะนี้เข้าสู่ปีที่ 8 แล้วสำหรับการเริ่มแพร่ระบาดของโลกนี้ โดยในช่วงเวลาดังกล่าว มีคนตายจากโรคไข้หวัดนกทั้งสิ้น 68 คน โดยแบ่งเป็นเวียดนาม 41 คน ฮ่องกง 7 คน กัมพูชา 4 คน อินโดนีเซีย 3 คน ส่วนพี่ไทยเราก็ไม่น้อยหน้าครับ มีทั้งหมด 13 คน ขณะที่สัตว์ปีกถูกฆ่าเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคดังกล่าวไปแล้วกว่า 140 ล้านตัว นับว่าเป็นจำนวนไม่น้อยเลยทีเดียว หลายท่านอาจมองว่าตัวเลขของผู้เสียชีวิตไม่เยอะเท่าไหร่ แต่อย่าลืมนะครับว่านี่คือตัวเลขของผู้ที่ติดโรคมาจากสัตว์ปีก และหากโรคนี้สามารถแพร่เชื้อจากคนสู่คนได้ละก็ จะนับเป็นเรื่องที่น่าวิตกเลยทีเดียวครับ เพราะผู้เชี่ยวชาญต่างๆ ได้วิเคราะห์ว่าโรคนี้อาจมีอันตรายเทียบเท่ากับ Spanish Flu ที่มีการแพร่ระบาดเมื่อปี ค.ศ. 1918 และคร่าชีวิตผู้คนไปกว่า 150 ล้านคนเลยทีเดียว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับในบ้านเรานั้น รัฐบาลได้กำหนดให้โรคไข้หวัดนกเป็น National Agenda เนื่องจากไม่ใช่เรื่องธรรมดาเลยทีเดียว โดยวัตถุประสงค์หลักก็เพื่อควบคุมและป้องกันการแพร่ระบาดของโรคดังกล่าวไปสู่มนุษย์ ได้มีการจัดตั้งคณะกรรมการควบคุมโรคไข้หวัดนกขึ้น โดยหน่วยงานนี้จะเป็นผู้ดำเนินการด้านการป้องกันและควบคุมทุกอย่าง รวมทั้งมีการออกแผนยุทธศาสตร์แก้ไขปัญหาโรคไข้หวัดนก พ.ศ. 2548-2550 ทั้งนี้รัฐจะประสานกับหน่วยงานระดับชุมชนในการควบคุมการแพร่ระบาดในแต่ละชุมชน รวมทั้งให้ความรู้ชาวบ้านเกี่ยวกับโรคไข้หวัดนก เพราะการประชาสัมพันธ์ถือเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งเพื่อให้ประชาชนได้เข้าใจเกี่ยวกับโรคดังกล่าว ไม่ใช่ปิดบังแล้วบอกว่าไม่มีโรคนี้เกิดขึ้นในไทย จนกระทั่งสายไป แบบประมาณวัวหายแล้วล้อมคอก (แฮ่ม!!! คุ้นๆ นะครับ) นอกจากนี้รัฐบาลยังได้ประสานกับองค์การอนามัยโลก ในการวิจัยพัฒนาต่างๆ อีกด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในส่วนของกาตาร์ ประเทศที่ผมอยู่นั้นรัฐบาลกาตาร์ได้จัดตั้ง Avian Fluenza Preparedness and Response Committee ขึ้น เพื่อดูแลการแพร่ระบาดของโรคดังกล่าว จะมีการติดกล้องอินฟาเรดดิจิตอลที่สนามบินเพื่อตรวจสอบผู้โดยสารที่เดินทางมาจาก เวียดนาม กัมพูชา อนโดนีเซีย และไทย และจะมีการจับตาดูผู้โดยสารเหล่านี้อย่างใกล้ชิด มีการจัดจุดตรวจนกที่อพยพย้านถิ่นฐานเข้ามาและจุดตรวจนำเข้าสัตว์ปีก เพิ่มการห้ามการนำเข้าสัตว์ปีกนอกจากไทยและประเทศอื่นๆในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แล้ว ยังรวมไปถึงโรมาเนีย โครเอเชียด้วย และห้ามนำเข้าสัตว์ปีกมีชีวิตจากทุกประเทศทั่วโลก การสั่งซื้อยา Tamiflu จำนวนมหาศาล (สมกับความร่ำรวย) รวมทั้งมีการให้บริการสาย hotline เพื่อให้ความรู้กับประชาชนในเรื่องดังกล่าว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เห็นได้ว่าแต่ละประเทศพยายามที่จะป้องกันโรคดังกล่าว ซึ่งนอกเหนือจากประเด็นการป้องกันโรคร้ายแล้ว ยังถือว่าเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้กับประชาชนที่อาศัยอยู่ในประเทศด้วย มาตรการรักษาความปลอดภัยจากกการแพร่ระบาดของโลกยังสามารถส่งผลในด้านเศรษฐกิจ โดยสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนที่จะเข้ามาลงทุนในประเทศได้ อย่างไรก็ดี ผมเห็นว่า การป้องกันการแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดนก ควรให้ความสำคัญต่อประเด็นที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนเป็นหลักมากกว่าที่จะมองถึงประเด็นด้านเศรษฐกิจ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;HK&lt;br /&gt;31 Oct. 05&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/14004388-113076578997556215?l=mideastboy.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://mideastboy.blogspot.com/feeds/113076578997556215/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=14004388&amp;postID=113076578997556215' title='4 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/14004388/posts/default/113076578997556215'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/14004388/posts/default/113076578997556215'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://mideastboy.blogspot.com/2005/10/blog-post.html' title='แบบ เบิร์ด เบิร์ด'/><author><name>Egas</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07660181899229739135</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>4</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-14004388.post-113061675300753654</id><published>2005-10-29T12:27:00.000-07:00</published><updated>2005-10-29T13:12:33.050-07:00</updated><title type='text'>Al Jazeera คลื่นลูกใหม่ในโลกของสื่อ</title><content type='html'>&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/6470/1253/1600/hdr_logo.gif"&gt;&lt;img style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/6470/1253/320/hdr_logo.gif" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;ช่วงนี้ผมหันมาติดทีวีเป็นพิเศษ ไม่ได้ติดละครนะครับ แต่ติดข่าว ซึ่งอาจจะเป็นที่น่าแปลกใจไม่น้อยกับสถานีข่าวที่ผมติดคือสถานีโทรทัศน์ Al Jazeera Television Channel หลายท่านอาจจะทราบดีว่าสถานีโทรทัศน์ช่องนี้นำเสนอข่าวในภาษาอารบิกล้วนๆ และแม้ว่าจะมีภาษาอังกฤษแต่ก็จะโดนเสียงอาหรับกลบทับทันที แต่แม้จะฟังไม่รู้เรื่องก็ตามที แต่การนำเสนอข่าวของสถานีโทรทัศน์ช่องนี้นับว่ามีความน่าสนใจอยู่พอสมควรทีเดียว จากความช่วยเหลือของพี่ที่เป็นล่ามภาษาอาหรับ รวมทั้งการใช้สติปัญญหาที่มีอยู่อันน้อยนิดเพื่อเดา ทำให้ผมเข้าใจถึงการนำเสนอข่าวของ Al Jazeera พอสมควรทีเดียว ประเด็นที่น่าสนใจของช่องนี้คือรายการต่างๆส่วนใหญ่จะเกี่ยวกับสถานการณ์ในปัจจุบัน และมีประเด็นต่างๆ ที่น่าสนใจอย่างมาก พูดง่ายๆ คือรายการต่างๆ เกือบทั้งหมดจะเกี่ยวกับข่าวล้วนๆ และจากการที่ผมจับประเด็นเนื้อหาของรายการดู พบว่าจะไม่มีการชี้นำให้กับคนดูไปด้านใดด้านหนึ่ง แต่จะนำเสนอข้อมูล และความคิดเห็นในทุกๆ ด้าน และบุคคลที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์นั้นๆ ทุกๆ ฝ่าย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมเคยโชคดีได้มีโอกาสติดตามผู้ใหญ่ไปเยี่ยมชมสถานีโทรทัศน์แห่งนี้และพบกับนายสถานี นายวัดดะห์ คานเฟอร์ และนายซัทนัม มะทะรุ หัวหน้าฝ่าย International Media Relation ซึ่งก็ได้รับการต้อนรับอย่างดี โดยครั้งที่ผมไปนี้ถือเป็นครั้งแรกที่มีคณะจากไทยเข้ามาเยี่ยมชม Al Jazeera (แม้ว่าก่อนหน้านี้เราเคยมีหนังสือชี้แจงเหตุการณ์ต่างๆ ทางภาคใต้ให้กับทางสถานีหลายครั้งแล้วก็ตาม) โดยการเข้าพบในครั้งนี้ ผมก็ได้รับทราบถึงหลักการการนำเสนอข่าวของ AL Jazeera ว่า จะนำเสนอข่าวให้เป็นกลางมากที่สุด เพื่อให้ผู้เสพข่าวได้รับข้อมูลที่ครบถ้วนจากทุกๆ ด้าน ก่อนที่จะเป็นหน้าที่ของผู้รับชมข่าวเป็นผู้ตัดสินเองว่าบทสรุปจะเป็นอย่างไร จะไม่มีการชี้นำ โดยทุกๆ ฝ่ายจะได้รับการวิพากษ์วิจารณ์จาก Al Jazeera อย่างเท่าเทียมกัน ก่อนหน้านี้สหรัฐฯ และประเทศฝั่งตะวันตกทั้งหลายมองว่า Al Jazeera คือศัตรูอันดับหนึ่งในโลกของสื่อ และเป็นเครื่องมือของโลกอาหรับในการโจมตีประเทศตะวันตกเหล่านี้ แต่ปัจจุบันมีประเทศอาหรับหลายประเทศแสดงคามไม่พอใจกับการนำเสนอข่า Al Jazeera เนื่องจากเนื้อข่าวมีการเปิดเผย มีการวิจารณ์อย่างตรงไปตรงมา และคลอบคลุมในทุกประเด็น ซึ่งเรื่องนี้ผมได้รับการพิสูจน์มาด้วยตาตนเองก็เมื่อคืนวันก่อนนี่เองครับ โดยได้มีรายการนำเสนอเหตุการณ์ในสามจังหวัดภาคใต้บ้านเรา ชื่อรายการ ชะตากรรมของชาวมุสลิมในไทย ซึ่งเป็นรายการที่มีความยาวแค่ครึ่งชั่วโมงรวมโฆษณา แต่เนื้อหาสาระได้คลอบคลุมในทุกประเด็น ไม่ว่าจะเป็นชีวิตความเป็นอยู่ของชาวมุสลิม ประวัติศาสตร์รัฐปัตตานี ด้านการเมือง การศึกษา หรือแม้กระทั่งเหตุการณ์ที่ตากใบและกรือแซะ โดยมีความเห็นของจากทั้งฝ่ายมุสลิมเองรวมทั้งเจ้าหน้าที่ของรัฐ นับว่าน่าสนใจทีเดียว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปีหน้าผมคาดว่าจะเป็นการก้าวสู่ความรุ่งเรืองของ Al Jazeera ปัจจุบันสถานีข่าวแห่งนี้ติดหนึ่งในห้าของ brand ที่มีอิทธิพลกับสังคมโลก เคียงคู่กับแบรนด์ดังๆ อย่าง Starbucks หรือ Google แสดงว่ามีผู้คนจำนวนไม่น้อยเลือกที่จะเสพข่าวจากสถานีแห่งนี้ ปีหน้าจะมีการเปิดช่องภาษาอังกฤษ ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจมาก โดยเฉพาะในส่วนของเนื้อข่าวว่าจะมีการตัดทอน ดัดแปลงจากเวอร์ชั่นอาหรับหรือไม่ จะมีการขยายสาขาต่างประเทศอีกเป็นจำนวนมาก เปิดช่องอื่นๆ ด้านกีฬาและสำหรับเด็ก มีการแพร่ภาพข่าวบนสายการบินบางสาย นับว่าเป็นนิมิตรใหม่ทีเดียวครับสำหรับสถานีโทรทัศน์ที่มีผู้ให้การสนับสนุนเป็นรัฐบาลของประเทศเล็กๆ อย่างกาตาร์ บอกได้คำเดียวครับว่าน่าติดตามจริงๆ กับการแข่งขันในโลกของสื่อที่จะไม่ใช่การแข่งขันเฉพาะสื่อจากตะวันตกอีกต่อไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;HK&lt;br /&gt;29 oct 05&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/14004388-113061675300753654?l=mideastboy.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://mideastboy.blogspot.com/feeds/113061675300753654/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=14004388&amp;postID=113061675300753654' title='3 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/14004388/posts/default/113061675300753654'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/14004388/posts/default/113061675300753654'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://mideastboy.blogspot.com/2005/10/al-jazeera.html' title='Al Jazeera คลื่นลูกใหม่ในโลกของสื่อ'/><author><name>Egas</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07660181899229739135</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>3</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-14004388.post-112627851852041008</id><published>2005-09-09T07:32:00.000-07:00</published><updated>2005-09-09T08:08:38.563-07:00</updated><title type='text'>ค้นหาผมคนเดิม</title><content type='html'>วันนี้ผมคงต้องขออนุญาตบ่นหน่อยนะครับ บ่นตัวผมเองนี่แหละครับ บ่นกับพฤติกรรมบางอย่างของตัวผมเองครับ ผมมีความรู้สึกว่าชีวิตช่วงนี้ของผมอยู่ภาวะขาลงเหมือนกับสถานะของผู้นำบางประเทศ ขาลงในที่นี่ของผมไม่ได้หมายถึงหน้าที่การงานและความรับผิดชอบที่ผมทำอยู่ แต่หมายถึงสภาพจิตใจของผมที่เปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งผมคงจะไม่มาขออนุญาตบ่นอย่างแน่นอนหากมันเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้น แต่สิ่งที่เป็นอยู่นี้กลับตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิงเนื่องจากมันเป็นไปในทางที่แย่ลง ซึ่งสภาพจิตใจที่อยู่ในช่วงขาลงเช่นนี้ไม่เพียงแต่ทำให้ผมรู้สึกแย่และท้อใจ (ถ้าศัพท์วัยรุ่นสมัยใหม่เขาจะใช้คำว่า down down) แต่มันยังสะท้อนออกมาในพฤติกรรมของผมในหลายๆ ด้าน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;    ผมขาดสมาธิที่จะทำอะไรหลายๆ อย่าง ทำให้งานไม่ออกมาอยู่ในมาตรฐานระดับปกติของตัวเอง หรือแม้มันออกมามันก็เหมือนกับงานที่ถูกกลั่นกรองมาอย่างลวกๆ และไร้ซึ่งความรู้สึกนึกคิดที่แท้จริงของผม และอีกประเด็นหนึ่งที่ผมเห็นว่าเป็นเรื่องสำคัญสำหรับผมและคนรอบๆ ตัวผม ก็คือ การสื่อสารกับคนรอบข้าง!!! ใช่ครับ ผมหมายถึงว่าช่วงเวลานี้ในบางครั้งผมไม่สามารถที่จะสื่อสารกับคนรอบข้างได้รู้เรื่องเหมือนแต่ก่อน ผมไม่สามารถทำให้เขาเกิดความเข้าใจในสารที่ผมพยายามจะส่งไปให้เขา ข้อความที่ผมส่งให้เขานั้น กลับกลายเป็นว่าเขาตีความหมายผิดไป และทำให้เขาเข้าใจมุมมองของผมผิดไปโดยสิ้นเชิง ซึ่งไม่ใช่ความผิดของเขาหรอกครับ แต่เป็นความผิดของผมเอง เพราะเมื่อผมกลับมาทบทวนข้อความของผมแล้ว ผมก็เห็นด้วยอย่างยิ่งว่า ช่วงเวลานั้นผมสื่อสารกับเขาไม่รู้เรื่องจริงๆ ผมกลับทำให้คนๆ นึงที่เขาอวยพรผมในบางเรื่องกลับต้องมานั่งเข้าใจผิด ตาย ตาย ตายครับ จนบัดนี้ผมยังไม่ได้คุยกับเขาอีกเลย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;    ประเด็นที่สำคัญอีกประการ คือความคิด positive thinking ของผมที่เป็นปัจจัยที่สำคัญในการดำรงชีวิตของผมกลับลดน้อยถอยลงเรื่อยๆ ผมรู้สึกว่าผมเป็นคนซีเรียส และจริงจังกับชีวิตมากเกินไป ซึ่งถ้าหลายท่านคงทราบดีว่าความจริงแล้วผมเป็นคนที่ร่าเริง มองโลกในแง่ดี ชอบปล่อยมุกตลก (แป๊กๆ) และจะไม่พยายามคิดเล็กคิดน้อยหรือจริงจังกับชีวิตมากเกินความจำเป็น รวมทั้งใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายและไม่ซับซ้อนมากที่สุด ขณะนี้หลายคนมองผมเป็นคนที่เครียดกับชีวิตทั้งๆ ที่มันไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริงของผมเลย เป็นผลให้คนบางคนที่ผมอยากให้เขารู้จักความเป็นตัวตนที่แท้จริงของผมเข้าใจผมผิดไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;    สาเหตุของสภาวะจิตใจที่ย่ำแย่ในปัจจุบันของผมคงเกิดจากการที่ผมมุ่งมั่นกับงานมากจนเกินไปและไม่ยอมปล่อยวางเรื่องที่สมควรจะปล่อยวางบ้าง และเกิดจากกิเลสที่อยู่ในตัวผมเองที่ยังพยายามจะแข่งขันและมุ่งมั่นมากจนเกินความพอดี ความพอดีนี่แหละที่ทำให้มนุษย์อย่างเราๆ เป็นสุข จริงอยู่ที่ความตั้งใจจริงในการทำอะไรบางอย่างนั้นเป็นสิ่งที่ดี แต่หากมันมากจนเกินไปก็จะเป็นสิ่งไม่ดีต่อสุขภาพกายและจิตของเราได้ ดังนั้นการกระทำทุกๆ อย่างนั้นเราควรตั้งอยู่ในความพอดี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;    เมื่อคิดอย่างนี้ได้ ผมควรจะปรับการดำเนินชีวิตของผมให้กลับมาอยู่ในความพอดีอีกครั้ง เพื่อให้กลับเข้าสู่เส้นทางการดำเนินชีวิตอย่างปกติอีกครั้งหนึ่ง ผมเชื่อว่าผมจะกลับมาเป็นผมคนเดิมในเร็วๆ นี้ ตอนนี้สิ่งที่ผมอยากจะทำและควรจะทำก็คือการขอโทษคนบางคนที่ผมให้เขาเข้าใจผิดในบางเรื่องและหวังว่าเขาคงเข้าใจผมได้มากขึ้น ซึ่งผมหวังว่าคงมีโอกาสนั้นครับ ขอบคุณครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;HK&lt;br /&gt;9 ก.ย. 48&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/14004388-112627851852041008?l=mideastboy.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://mideastboy.blogspot.com/feeds/112627851852041008/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=14004388&amp;postID=112627851852041008' title='6 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/14004388/posts/default/112627851852041008'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/14004388/posts/default/112627851852041008'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://mideastboy.blogspot.com/2005/09/blog-post.html' title='ค้นหาผมคนเดิม'/><author><name>Egas</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07660181899229739135</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>6</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-14004388.post-112549376406466663</id><published>2005-08-31T05:14:00.000-07:00</published><updated>2005-08-31T06:09:25.716-07:00</updated><title type='text'>ความสุขในชีวิต</title><content type='html'>กลับมาแล้วครับ กลับมาหลังจากที่หายไปพักผ่อนสมอง รวมทั้งชาร์จพลังไฟในตัวมาเป็นเวลานานสองนาน จนแฟนพันธุ์แท้บล็อกผมบางคน (ซึ่งก็มีอยู่ไม่กี่คน) ก็บ่นว่าผมเลิกล้มความตั้งใจไปแล้วเหรอกับการเขียนเรื่องราวต่างๆ ในครั้งนี้ ผมอยากจะบอกว่า อย่าน้อยใจไปเลยครับ ผมไม่ได้ล้มเลิกความตั้งใจแต่อย่างใด แต่ในช่วงที่ผมหายไปนี้ ผมได้ไปนั่งเรียนรู้อะไรหลายๆ อย่าง และนำสิ่งที่ผมได้รับรู้มานั้นมานั่งขบคิดและปรับมันเข้ากับสภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของผม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     เพื่อนสนิทของผมหลายๆ คนคงจะทราบดีว่าเดือนสิงหาคมของทุกปีเป็นเดือนที่สำคัญสำหรับผม เนื่องจากเป็นเดือนที่ผมจะกราบขอบพระคุณคุณแม่ที่เป็นที่รักของผมครั้งใหญ่ รวมทั้งจัดการเฉลิมฉลอง เนื่องในโอกาสที่ผมจะเป็นหนุ่มขึ้นอีกปีหนึ่ง ทุกๆ ปีผมจะเฝ้ารอคอยวันเกิดของผมอย่างใจจดใจจ่อเพื่อรอคอยการเฉลิมฉลอง ความสนุกสนานที่จะมีขึ้น แต่ปีนี้การณ์กลับไปเป็นเช่นนั้น ตลอดทั้งเดือนผมใช้เวลาครุ่นคิดกับความสุขในชีวิตของที่ผมต้องการและแนวทางในการดำเนินชีวิตเพื่อบรรลุความสุขอันนั้น ด้วยเหตุที่ว่า อายุผมก็จะเวียนมาครบ 24 ปี ซึ่งก็ถือได้ว่าเป็นวัยที่กำลังจะก้าวขึ้นเป็นผู้ใหญ่อย่างเต็มตัว ผมค่อยๆ ทบทวนคิดว่าสิ่งที่ผมต้องการคืออะไรกันแน่ ผมเคยคิดเสมอว่าการที่ผมได้แข่งขันในเรื่องต่างๆ ทั้งในเรื่องการเรียน (ในสมัยที่ยังเป็นนักศึกษา) เรื่องงาน เรื่องกีฬา หรือแม้แต่การแข่งขันเพื่อเอาตัวรอดในสังคมกับบุคคลอื่นๆ สิ่งเหล่านั้นคือความสุขของผม แน่นอนว่าการแข่งขันเหล่านี้มันทำให้ประสาท ความคิด และความรู้สึกของเราตื่นตัว (alert) และอาจสร้างความสนุกสนานให้กับเราเอง แต่ผมก็ยังไม่แน่ใจนักว่าสิ่งเหล่านี้คือความสุขที่จีรังนักหรือ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     ผมได้มีโอกาสกลับไปอ่านบทความของกระท่อก หรืออาทิตย์ ประสาทกุล เพื่อนรักคนหนึ่งของผมที่รู้จักกันมาตั้งแต่สมัยเข้าโรงเรียนประจำด้วยกัน ซึ่งตีพิมพ์ในเวบไซต์ผู้จัดการ ภายใต้ชื่อคอลัมน์ "การเดินทางครั้งนี้ไม่ธรรมดา" อย่างพินิจพิเคราะห์อีกครั้ง พบว่า มีประโยคหนึ่งซึ่งทำให้ผมเข้าใจกับความหมายของคำว่าความสุขอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น กระท่อกได้นำมาจากคุณวันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ หรือพี่จอบของกระท่อก โดยคุณวันชัยได้กล่าวว่า "แนวทางในการดำเนินชีวิตนั้นควรประกอบไปด้วยคติสามประการ นั่นคือ หนึ่งทำงานที่มีความสุข ได้เงินพอจุนเจือตัวเองและคนรอบข้าง สอง เสียสละและทำประโยชน์ให้สังคม และสาม ออกเดินทางท่องเที่ยวเพื่อเรียนรู้โลกและผู้คน" สามข้อที่สามารถปฏิบัติอย่างง่ายๆ นี่แหละครับ ที่ผมเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งว่าคือความสุขที่เราหลายๆ คนต้องการ&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;     หลายๆ คนพยายามแต่งเติมความสุขของตนเองด้วยการใช้ชีวิตด้วยวิถีทางที่เลิศเลอและเชื่อว่าสิ่งเหล่านั้นคือความสุข โดยลืมคำนึงไปว่า การดำเนินชีวิตอย่างพอเพียงและมีความสมดุลก็จะส่งผลให้เกิดความสุขอย่างพอเพียง หากไม่เช่นนั้นแล้วความไม่สมดุลหรือความไม่เท่าเทียมอาจเกิดขึ้นได้ ดังนั้น การดำเนินชีวิตอย่างพอดีจึงเป็นสิ่งที่หลายๆ คนที่เข้าใจกับชีวิตแล้วพยายามจะกระทำตามไปในทางนั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;    มีหลายคนกล่าวว่า ตนก็มีอุดมคติที่จะดำเนินชีวิตตามความคิดที่ว่าเพื่อบรรลุซึ่งความสุข แต่ไม่มีโอกาสได้กระทำตามด้วยเงื่อนไขหลักคือสภาพแวดล้อมของบุคคลนั้นๆ  อย่างไรก็ดี ผมเชื่อว่าเราทุกคนมีสิทธิที่จะดำเนินชีวิตไปตามแบบแผนที่ตนวางไว้ ซึ่งถึงแม้เราจะไม่มีโอกาสมากนัก แต่มนุษย์เราทุกคนจำเป็นที่จะต้องสร้างโอกาสของตนเองขึ้นมา ดังนั้น ผมว่าเป็นสิ่งจำเป็นยิ่งนักที่พวกเราทุกคนจะต้องรู้ว่าสิ่งที่ตัวเองเฝ้าค้นหาเพื่อนำไปซึ่งความสุขที่แท้จริงนั้นคืออะไร และการสร้างโอกาสในการดำเนินชีวิตไปตามทางเหล่านั้นควรจะกระทำเช่นไร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;    วันเกิดผมปีนี้อาจจะไม่ครึกครื้นเหมือนปีที่ผ่านมา อาจไม่มีการเฉลิมฉลองใดๆ แต่ผมนับว่าเป็นวันเกิดที่มีค่ามากกับผมที่สุดอีกครั้งหนึ่ง เนื่องจากถือว่าเป็นการที่ผมคิดว่าผมได้ค้นพบการดำเนินชีวิตเพื่อจะนำไปซึ่งความสุขที่ผมต้องการจริงๆ เสียที&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;HK&lt;br /&gt;31 August 05&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/14004388-112549376406466663?l=mideastboy.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://mideastboy.blogspot.com/feeds/112549376406466663/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=14004388&amp;postID=112549376406466663' title='4 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/14004388/posts/default/112549376406466663'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/14004388/posts/default/112549376406466663'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://mideastboy.blogspot.com/2005/08/blog-post.html' title='ความสุขในชีวิต'/><author><name>Egas</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07660181899229739135</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>4</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-14004388.post-112210847369787015</id><published>2005-07-23T01:14:00.000-07:00</published><updated>2005-07-23T01:47:53.726-07:00</updated><title type='text'>weekend in the middleeast</title><content type='html'>&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/6470/1253/1600/corniche%2015%20july%2004%20036.jpg"&gt;&lt;img style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/6470/1253/320/corniche%2015%20july%2004%20036.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;หลังจากที่หายไปจัดระเบียบกับชีวิตตัวเองมาเป็นเวลานานพอสมควรในที่สุดผมก็กลับมาอีกครั้งครับ ช่วงเวลาที่ผมหายไปนี้บอกตามตรงเลยว่าไม่กล้าเปิดบล็อกตัวเองเลย อาจเป็นเพราะเกิดความละอายที่ไม่ได้เขียนอะไรเลย ในรอบสองสามอาทิตย์ที่ผ่านมาก็ไม่ได้ยุ่งวุ่นวายอะไรมากนัก ผมหมดเวลาส่วนใหญ่ไปกับการใช้ความคิดครับ คิดโน่นคิดนี่ตามประสาคนขี้สงสัยคนหนึ่ง แต่วันนี้กลับมาทำหน้าที่เดิมแล้ว และแม้จะคิดโน่นคิดนี่มาเป็นเวลาร่วมอาทิตย์ แต่ก็ต้องสารภาพตามตรงเลยว่าแม้กระทั่งปัจจุบันนี้ผมก็ยังนั่งคิดอยู่ แต่จะเป็นเรื่องอะไรบ้างที่ผมนั่งคิดนั้น อันนี้ขอเก็บไว้เป็นความลับนะครับ&lt;br /&gt;มีหลายๆ คนชอบถามผมว่าช่วงวันหยุดผมชอบทำอะไร เนื่องจากว่าการพำนักอยู่ในประเทศแถบตะวันออกกลางนี้แทบจะไม่มีอะไรให้ทำเลย ผมขอบอกเลยครับว่าสถานะการอาศัยอยู่ในประเทสเล็กๆ ประเทศนี้มีอะไรให้ผมทำเยอะแยะในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์มากทีเดียวเลยครับ ผู้ใหญ่ท่านหนึ่งเคยกล่าวไว้กับผมว่าการอาศัยในประเทศกาตาร์เหมาะกับเป็นสถานที่ฝึกวิทยายุทธของเราในหลายๆ ด้าน ทั้งด้านวิชาการและด้านการพัฒนาความคิด เนื่องจากมันเป็นประเทศที่เงียบ สงบ และสามารถให้เรามีสมาธิจดจ่อกับการทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งมากกว่าเมืองหรือมหานครต่างๆ ที่เต็มไปด้วยความวุ่นวาย&lt;br /&gt;ด้วยเหตุนี้ ผมมักจะใช้วันหยุดของผมอยู่กับตัวเองเสียเป็นส่วนใหญ่ วันหยุดทีผมมักจะหาข้ออ้างว่ายุ่งอย่างนั้นอย่างนี้ แต่ความเป็นจริงแล้ ผมกำลังยุ่งกับตัวเองอยู่ครับ อาจมีการพบปะผู้คนบ้างในค่ำคืนวันศุกร์ แต่นั่นก็เป็นเวลาเดียวในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผมจะมีการสื่อสารกับบุคคลอื่นๆ นอกเหนือจากนั้นผมจะใช้เวลาในโรงภาพยนต์บ้าง หรือตามถนนเรียบชายทะเลบ้าง ใช้เวลากับตัวเองเนื่องจากในรอบสัปดาห์ที่ผ่นมาผมพบกับความวุ่นวายอยู่ตลอดเวลา การออกมาอยู่คนเดียวอย่างนี้ถือว่าเป็นการได้ทบทวนสิ่งที่ทำมาตลอดในหนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมา&lt;br /&gt;วันนี้อาจจะเขียนไม่ได้มากมาย เลยขอเอารูปมาฝากแทนละกันนะครับ &lt;img style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 272px; CURSOR: hand; HEIGHT: 166px; TEXT-ALIGN: center" height="230" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/6470/1253/320/corniche%2015%20july%2004%20020.jpg" width="320" border="0" /&gt; &lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/6470/1253/1600/corniche%2015%20july%2004%20006.jpg"&gt;&lt;img style="FLOAT: right; MARGIN: 0px 0px 10px 10px; WIDTH: 260px; CURSOR: hand; HEIGHT: 161px" height="167" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/6470/1253/320/corniche%2015%20july%2004%20006.jpg" width="320" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/6470/1253/1600/corniche%2015%20july%2004%20034.jpg"&gt;&lt;img style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; WIDTH: 248px; CURSOR: hand; HEIGHT: 167px" height="213" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/6470/1253/320/corniche%2015%20july%2004%20034.jpg" width="248" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/14004388-112210847369787015?l=mideastboy.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://mideastboy.blogspot.com/feeds/112210847369787015/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=14004388&amp;postID=112210847369787015' title='4 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/14004388/posts/default/112210847369787015'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/14004388/posts/default/112210847369787015'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://mideastboy.blogspot.com/2005/07/weekend-in-middleeast.html' title='weekend in the middleeast'/><author><name>Egas</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07660181899229739135</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>4</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-14004388.post-112049264169671254</id><published>2005-07-04T08:52:00.000-07:00</published><updated>2005-07-04T08:57:21.703-07:00</updated><title type='text'>ดนตรีการเมือง</title><content type='html'>ว่าจะเขียนเล่าเรื่องชีวิตวันหยุดสุดสัปดาห์ในตะวันออกกลางเสียหน่อย แต่เมื่อกางหนังสือพิมพ์ฉบับวันเสาร์ที่ 4 มิถุนายน 2548 สายตาก็พลันสะดุดกับข่าวการจัดคอนเสิร์ต Live 8 ที่มีขึ้นเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา คอนเสิร์ตนี้มีความไม่ธรรมดาจนทำให้ผมอดใจไม่ไหวที่จะต้องนำมาพูดถึงให้ท่านได้ฟังกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่ว่าไม่ธรรมดาก็เนื่องจากว่า คอนเสิร์ตดังกล่าวจัดขึ้นในเมืองสำคัญต่างๆ ทั่วโลก ได้แก่ กรุงโตเกียว กรุงโยฮันเนสเบิร์ก กรุงโรม กรุงลอนดอน เมืองคอร์นเวลล์ในประเทศอังกฤษ กรุงมอสโก เมืองแบร์รี่ในแคนาดา และเมืองฟิลาเดลเฟีย โดยทั้งหมดถูกจัดขึ้นในวันเดียวกันคือวันเสาร์ที่ 2 มิถุนายน 2548 ในช่วงเวลาต่างกัน โดยจะไล่มาจากประเทศทางทิศตะวันออก รวมทั้งมีการถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์และอินเตอร์เนตเพื่อให้ผู้ชมทั่วโลกได้ร่วมเป็นสักขีพยานในคอนเสิร์ตนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับโต้โผใหญ่ในการจัดคอนเสิร์ตในครั้งนี้คืออดีตนักร้องเพลงร็อคที่มีชื่อเสียงผู้อุทิศตนเองเพื่อสังคมอย่าง Sir Bob Geldof เมื่อเอ่ยถึงชื่อนี้แล้วคงทำให้หลายคนนึกไปถึงคอนเสิร์ต Live Aid Charity Concert ที่จัดขึ้นเมื่อ 20 ปีที่แล้ว และเป็นคอนเสิร์ตที่ยิ่งใหญ่มาก โดยหลายท่านคงจะจำกันได้จากบทเพลง We are the World อย่างไรก็ดี วัตถุประสงค์ของการจัดคอนเสิร์ตในครั้งนั้นและครั้งนี้ได้แตกต่างกันออกไป โดยในครั้งนั้น คอนเสิร์ตได้ถูกจัดขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อระดมทุนช่วยเหลือประชาชนที่ประสบปัญหาความยากจนในประเทศเอธิโอเปีย แต่ในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ที่โก้เก๋กว่านั้นหลายเท่า คือ เพื่อเรียกร้องความยุติธรรมจากกลุ่มประเทศที่พัฒนาให้เห็นถึงปัญหาความยากจนที่เกิดขึ้นในทวีปแอฟริกา โดยมีสโลแกนที่สวยหรูว่า Make Poverty History เหตุที่คอนเสิร์ตถูกจัดขึ้นในเวลานี้ก็เนื่องจากว่าการประชุม G-8 ซึ่งเป็นการประชุมของกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว (ได้แก่สหรัฐอเมริกา อังกฤษ ฝรั่งเศส แคนาดา เยอรมนี อิตาลี ญี่ปุ่น และรัสเซีย) จะมีขึ้นในสัปดาห์นี้ ซึ่งการจัดคอนเสิร์ตครั้งนี้ก็เพื่อกระตุ้นให้กลุ่มประเทศเหล่านี้ดำเนินการขจัดหนี้สินของประเทศยากจนในทวีปแอฟริกา การรณรงค์การค้าที่มีความยุติธรรม และเพิ่มความช่วยเหลือในด้านต่างๆ ต่อไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในแต่ละประเทศก็จะมีศิลปินระดับ Big Names เข้าร่วมมากมายทั้งศิลปินท้องถิ่นหริอศิลปินระดับโลก แต่ไฮไลต์ของงานจริงๆ อยู่ที่คอนเสิร์ตที่ Hyde Park ในกรุงลอนดอน โดยมีเข้าร่วมชมกว่า 200,000 คน (ขณะที่ประเทศอื่นๆ ก็มีผู้เข้าชมหลายหมื่นอยู่เหมือนกัน) โดยศิลปินที่เข้าร่วมต่างงัดฝีมืออันสุดยอดมาประชันกัน Sir Paul McCarthney แห่งวงสี่เต่าทอง The Beatles และ Bono จากวง U2 ถึงกับประกาศว่านี่จะเป็นการแสดงคอนเสิร์ตร็อคที่ยอดเยี่ยมที่สุดเท่าที่โลกเคยมีมา (ฟังแค่นี้ก็ขนลุกแล้วครับ)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความไม่ธรรมดาอีกอย่างของคอนเสิร์ตในครั้งนี้คือนอกจากศิลปินชื่อดังที่มาร่วมงานตามเวทีต่างๆ ทั่วโลกอย่าง Madonna Bjork REM Will Smith Celine Dion หรือ Pink Floyd แล้ว บุคคลสำคัญทั้งภาคการเมืองและภาคธุรกิจอย่าง Kofi Annan เลขาธิการสหประชาชาติ หรือเจ้าพ่อวงการคอมพิวเตอร์อย่าง Bill Gates ต่างให้การสนับสนุนการจัดคอนเสิร์ตในครั้งนี้เป็นอย่างมาก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การจัดคอนเสิร์ตในครั้งนี้แม้จะอาจไม่มีผลทางกระบวนการทางการเมืองมากนักในการแก้ไขปัญหาความยากจนที่เกิดขึ้นในทวีปแอฟริกา แต่เชื่อว่าอาจเป็นปฐมบทให้ประชาชนได้หันมาตระหนักถึงปัญหาความยากจนดังกล่าวมากขึ้น แม้ผมจะได้เพียงแค่ติดตามข่าวจากทางโทรทัศน์และทางหน้าหนังสือพิมพ์ (ด้วยใจที่หวังว่าผลจากการจัดคอนเสิร์ตในครั้งนี้อาจส่งผลต่อผลการประชุมกลุ่ม G-8) แต่ก็ได้เห็นถึงพลังของประชาชนที่ต้องการให้ชาวแอฟริกันทั้งหลายมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ผมเชื่อว่ายังไงคนทั้งโลกต่างเป็นพี่น้องซึ่งกันและกันและไม่มีวันทิ้งกันเมื่อพี่น้องคนใดคนหนึ่งต้องประสบกับปัญหา สำหรับบรรยากาศคอนเสิร์ตผมอาจจะไม่ได้สัมผัสเท่ากับคนที่อยู่ในประเทศอังกฤษ ผมจึงขอ (โยน) ให้คนที่อาศัยอยู่ในประเทศอังกฤษซึ่งเป็นแม่งานในการจัดคอนเสิร์ตในครั้งนี้อย่างคุณชูฮวย หากมีโอกาส ให้ช่วยเล่าบรรยากาศการจัดคอนเสิร์ตในครั้งนี้ให้ทุกท่านได้ฟัง ขอบคุณครับ (จบอย่างชั่วร้าย อิอิ)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;HK&lt;br /&gt;4 มิ.ย. 48&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/14004388-112049264169671254?l=mideastboy.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://mideastboy.blogspot.com/feeds/112049264169671254/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=14004388&amp;postID=112049264169671254' title='5 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/14004388/posts/default/112049264169671254'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/14004388/posts/default/112049264169671254'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://mideastboy.blogspot.com/2005/07/blog-post.html' title='ดนตรีการเมือง'/><author><name>Egas</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07660181899229739135</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>5</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-14004388.post-112014257023302057</id><published>2005-06-30T07:39:00.000-07:00</published><updated>2005-06-30T07:45:29.350-07:00</updated><title type='text'>ทิศทางของอิหร่านหลังการเลือกตั้ง</title><content type='html'>&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/6470/1253/1600/ADB33F7AE48B474DAAFC4653269DFAF12.jpeg"&gt;&lt;img style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/6470/1253/320/ADB33F7AE48B474DAAFC4653269DFAF12.jpeg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คงทราบกันดีแล้วว่าในที่สุดนาย Mahmoud Ahmadinejad อดีตนายกเทศมนตรีของกรุงเตหะราน ซึ่งเป็นพวกอนุรักษ์นิยมสุดโต่งก็ได้ก้าวขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีคนใหม่ของอิหร่าน เอาชนะคู่แข่งคนสำคัญอย่างนาย Akbar Hashemi Rafsanjani อดีตประธานาธิบดีอิหร่านช่วงระหว่างปี 2532 – 2540 (นานพอดู) และนักการเมืองมือเก๋าไปได้ ก่อนหน้านี้ผมได้แต่เฝ้ามองและติดตามข่าวคราวเกี่ยวกับอิหร่านอยู่ห่างๆ ด้วยเหตุผลสองประการคือ หนึ่ง อิหร่านเป็นประเทศที่มีแหล่งก๊าซธรรมชาติสำรองใหญ่เป็นอันดับสองของโลกรองจากรัสเซีย และ สอง อิหร่านมีปัญหาขัดแย้งกับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคตะวันออกกลาง (รวมถึงพี่เบิ้มอย่างสหรัฐอเมริกาและกลุ่มสหภาพยุโรป) อยู่เป็นประจำ อย่างไรก็ดี ผมก็เริ่มที่จะลดระยะห่างของการเฝ้ามองและติดตามลงมาเรื่อยๆ เนื่องจากบทบาทของอิหร่านบนเวทีโลกเริ่มทวีความสำคัญขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะการที่อิหร่านมีปัญหาความขัดแย้งกับสหรัฐฯ เรื่องการผลิตอาวุธนิวเคลียร์ ดังนั้นผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีคนใหม่ของอิหร่านในครั้งนี้จึงมีความสำคัญยิ่งทั้งในแง่ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนและความสัมพันธ์กับประเทศอื่นๆ ในอนาคต&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นอกเหนือจากประธานาธิบดีแล้ว อิหร่านมีนาย Ayatollah Seyed Ali Khamenei เป็นประมุขสูงสุด ซึ่งเป้นผู้นำทั้งด้านศาสนจักรและอาณาจักร ตำแหน่งนี้มีอำนาจถอดถอนประธานาธิบดีได้ แม้ว่าประธานาธิบดีคนนั้นจะได้รับการเลือกตั้งมาจากประชาชนก็ตาม ประธานาธิบดีคนก่อนหน้านี้มีชื่อว่านาย Mohamed Khatami ซึ่งได้พยายามปฏิรูปประเทศเป็นอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็นการผลักดันให้เกิดระบอบประชาธิปไตยตามหลักศาสนาอิสลามขึ้นในอิหร่านจนเป็นผลสำเร็จ การปฏิรูปทางการเมือง สังคม และวิชาการ เพื่อนำไปสู่การปฏิรูปทางเศรษฐกิจ การให้สิทธิและเสรีภาพแก่ประชาชนและสื่อมวลชนมากขึ้น เหล่านี้สำเร็จบ้างและไม่สำเร็จปนเปกันไป อย่างไรก็ดี ความสัมพันธ์ระหว่างอิหร่านกับประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะกับประเทศตะวันตกนั้นไม่ค่อยจะสู้ดีนัก โดยมีประเด็นการผลิตอาวุธนิวเคลียร์เป็นประเด็นหลัก รวมถึงการที่สหรัฐฯ กล่าวหาว่าอิหร่านพยายามที่จะเข้าไปแทรกแซงกิจการภายในประเทศของอิรักและประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคตะวันออกกลาง ดังนั้นผลการเลือกตั้งที่ออกมาว่านาย Ahmadinejad เป็นผู้ชนะการเลือกตั้งจึงเป็นเรื่องน่าประหลาดใจในแวดวงนักการทูตและสื่อมวลชนต่างประเทศ เนื่องจากเขาไม่เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย ต่างจากนาย Rafsanjani ซึ่งเป็นที่รู้จักดีในหมู่บุคคลชั้นสูง รวมทั้งมีนโยบายการรื้อฟื้นความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ ที่ชัดเจน แต่สำหรับประชาชนทั่วไป ผลการเลือกตั้งดังกล่าวนับว่าโดนใจประชาชนอย่างเป็นที่สุด เนื่องจากภาพลักษณ์ของนาย Ahmadinejad ดูเป็นคนมือซื่อ ใจสะอาด และดูเป็นกันเอง ติดดินและประชาชนสามารถเข้าถึงได้ง่าย ขณะที่นาย Rafsanjani ประชาชนยังคงคลางแคลงใจว่าอาจมีผลประโยชน์ทางธุรกิจส่วนตัวเข้ามาเกี่ยวข้อง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ประธานาธิบดีคนใหม่ของอิหร่านได้รับการขนานนามว่าเป็นพวกอนุรักษ์นิยม และเป็นคนหัวแข็งอยู่พอสมควร แค่ประเด็นเกี่ยวกับเรื่องการผลิตอาวุธนิวเคลียร์ก็ทำให้พี่เบิ้มอย่างสหรัฐฯ และกลุ่มสหภาพยุโรปถึงกับออกอาการผวานิดๆ โดยนาย Ahmadinejad ได้กล่าวว่า อิหร่านมีสิทธิอันชอบธรรมในการผลิตอาวุธนิวเคลียร์ และหลายฝ่ายเชื่อว่า นโยบายการต่างประเทศระหว่างอิหร่านกับประเทศอื่นๆ จะยังคงคลุมเครือต่อไป ไม่เฉพาะแค่กับประเทศตะวันตกเท่านั้น แต่ความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านอาจย่ำแย่ยิ่งกว่าเดิมอีก และอาจส่งผลให้อิหร่านต้องถูกทิ้งอย่างโดดเดี่ยว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นอกเหนือจากประเด็นด้านการต่างประเทศแล้ว ประเด็นที่ผมให้ความสนใจอีกประเด็นคือผลการเลือกตั้ง เนื่องจากนาย Ahmadinejad ได้คะแนนเสียงไปถึงร้อยละ 62 ของคะแนนเสียงทั้งหมด ผิดจากที่หลายฝ่ายคาดการณ์เป็นอย่างมาก เนื่องจากในช่วงแรกของการหาเสียงนาย Ahmadinejad ไม่ได้อยู่ในสายตาของฝ่ายใดเลย แต่ด้วยการเข้าถึงประชาชน การสร้างความคุ้นเคยกับประชาชน ทำให้สามารถเข้าไปนั่งอยู่ในใจของประชาชนส่วนใหญ่ซึ่งมีฐานะไม่ค่อยสู้ดีนัก ทำให้เห็นได้ชัดว่าเราไม่อาจมองข้ามพลังประชาชนได้เลยแม้แต่นิดเดียว ต่อให้คุณมีนโยบายระดับดีเลิศแค่ไหน แต่คุณไม่สามารถเข้าไปนั่งในใจของประชาชนได้ ก็จบ อย่างไรก็ดี เราก็ได้เห็นความเสียหายที่เกิดขึ้นในหลายประเทศที่ประชาชนยึดในรูปลักษณ์ที่ติดดินเป็นสิ่งสำคัญในการเลือกผู้นำประเทศมากกว่าที่จะพิจารณาถึงนโยบายเป็นหลักดังจะเห็นได้จากฟิลิปปินส์ (ความเห็นส่วนตัวผม ผมแอบนับการเลือกตั้ง George W. Bush สมัยแรกเข้าไปด้วย)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การเลือกตั้งประธานาธิบดีอิหร่านในครั้งนี้จึงเป็นที่น่าสนใจยิ่ง และน่าสนใจขึ้นไปอีกว่าต่อจากนี้ไปอิหร่านจะก้าวต่อไปอย่างไรในเวทีโลก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;HK&lt;br /&gt;30 มิ.ย. 48&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/14004388-112014257023302057?l=mideastboy.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://mideastboy.blogspot.com/feeds/112014257023302057/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=14004388&amp;postID=112014257023302057' title='3 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/14004388/posts/default/112014257023302057'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/14004388/posts/default/112014257023302057'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://mideastboy.blogspot.com/2005/06/blog-post_30.html' title='ทิศทางของอิหร่านหลังการเลือกตั้ง'/><author><name>Egas</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07660181899229739135</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>3</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-14004388.post-112004622698361786</id><published>2005-06-29T04:42:00.000-07:00</published><updated>2005-06-29T04:57:06.990-07:00</updated><title type='text'>Discover the Arabian Gulf's properties</title><content type='html'>ต้องขอโทษด้วยที่วันนี้ขอใช้ภาษาอังกฤษเป็นชื่อเรื่อง  และต้องขอโทษเป็นครั้งที่สองที่วันนี้เราจะพูดถึงแต่ความหรูหรา ครับ วันนี้ผมจะทำตัวให้เป็นนายหน้าขายอสังหาริมทรัพย์เข้าสักวัน ผมจะพูดถึงธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในตะวันออกกลางซึ่งตอนนี้กำลังอยู่ในช่วงขา (กำลัง) ขึ้น โดยเฉพาะการก่อสร้างเกาะ (Man-Made Island) เพื่อเป็นสถานที่พักตากอากาศเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวและนักลงทุนเข้ามาลงทุนกันในประเทศแถบตะวันออกกลางซึ่งเคยขึ้นชื่อนักหนาว่าเป็นประเทศปิด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     ประเทศเหล่านี้ตระหนักถึงกระแสโลกานุวัฒน์ที่ถ่าโถมเข้ามาอย่างไม่ขาดสาย ซึ่งผู้ที่เริ่มรับกับกระแสนี้ก็ไม่ใช่ใครที่ไหนหรอกครับ ก็คือเมืองดูไบที่เราๆ ท่านๆ รู้จักกันดีอยู่ ตามมาด้วย กาตาร์ บาห์เรนที่อยู่ในระยะแรกเริ่ม ส่วนซาอุดิอาระเบียที่เป็นพี่ใหญ่อีกประเทศในภูมิภาคนี้นั้นยังคงปิดประเทศอยู่ ไม่ใช่ว่าล้าหลังหรืออะไรหรอก ครับ แต่บางทีการคงไว้ซึ่งวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมทางศาสนาที่เก่าแก่ก็เป็นการให้ประชาชนในชาติอยู่ร่วมกันอย่างเป็นปึกแผ่นได้อีกทางหนึ่งนะครับ (ผมพยายามอธิบายให้เห็นถึงแนวทางการรับกระแสโลกานุวัฒน์ของแต่ละประเทศที่แตกต่างกันออกไปครับ)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     กลับเข้ามาสู่เรื่องธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่ผมพยายามจะนำเสนอกันดีกว่า ก่อนที่จะนอกประเด็นไปมากกว่านี้ เริ่มต้นจากที่ดูไป ได้มีการสร้างเกาะขนาดใหญ่ขึ้น 2 เกาะ ชื่อว่า The Palm Islands โดยรูปลักษณ์ของเกาะมีลักษณะคล้ายๆ ต้นปาล์ม มีลำต้น และมีใบแยกเป็นแฉกออกไป ได้ชื่อว่าเป็น man made islands ที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีบริเวณชายฝั่งรวมกันถึง 120 กิโลเมตร (เกือบเท่ากรุงเทพ-ชลบุรีเลยนะ) และได้ถูกขนานนามว่าเป็นสิ่งมหัศจรรย์อันดับ 8 ของโลก สิ่งก่อสร้างประกอบด้วย โรงแรมระดับหรู 60 แห่ง ที่พักอาศัยบนตัวเกาะ 4,000 หลังคาเรือน ที่พักที่ยื่นออกไปริมน้ำ 1,000 หลังคาเรือน และ อพาร์ทเมนต์ 5,000 ยูนิต แต่เสียใจนะครับ ทั้งห&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/6470/1253/1600/the_palms.jpeg"&gt;&lt;img style="FLOAT: right; MARGIN: 0px 0px 10px 10px; CURSOR: hand" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/6470/1253/320/the_palms.jpeg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;มดนี้ขายออกไปหมดแล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     เกาะทั้งสองนี้&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/6470/1253/1600/palm_jumeirah_sm.jpeg"&gt;&lt;img style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; CURSOR: hand" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/6470/1253/320/palm_jumeirah_sm.jpeg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;แบ่งออกเป็นสัดส่วนได้อย่างลงตัวทีเดียว เกาะแรกที่ผมจะกล่าวถึงมีชื่อเรียกว่า The Palm Jumeirah เป็นสถานที่สำหรับที่พักอาศัยโดยเฉพาะ ซึ่งจะประกอบด้วยที่พักที่ผมได้กล่าวมาไว้ข้างต้น การก่อสร้างเกาะแห่งนี้ได้เริ่มขึ้นตั้งแต่ปี 2544 และมีกำหนดเสร็จประมาณช่วงปลายปี 2548 หรือต้นปี 2549&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     เกาะที่สองมีชื่อว่า The Palm Jebel Ali ซึ่งเกาะแห่งนี้จะเป็นศูนย์รวมความบันเทิงไว้อย่างครบครัน เพิ่อดึงดูดทั้งผู้พักอาศัยและนักท่อ&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/6470/1253/1600/palm_jebel_ali_sm.jpeg"&gt;&lt;img style="FLOAT: right; MARGIN: 0px 0px 10px 10px; CURSOR: hand" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/6470/1253/320/palm_jebel_ali_sm.jpeg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;งเที่ยวที่เดินทางมายังดูไบ เกาะนี้จะใหญ่กว่าเกาะแรกครึ่งเท่าตัว การก่อสร้างเริ่มขึ้นในปี 2545 และมีกำหนดเสร็จในปลายปี 2550&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     เนื่องจากอาคารที่พักอาศัยบนเกาะ Palm ได้ถูกจับจองไว้เต็มหมดแล้ว จึงทำให้ทางการดูไบประกาศสร้างเกาะแห่งที่สามขึ้นเมื่อเดือนตุลาคมข&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/6470/1253/1600/palm_deira_sm.jpeg"&gt;&lt;img style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; CURSOR: hand" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/6470/1253/320/palm_deira_sm.jpeg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;องปีที่ผ่านมานี้เอง โดยมีชื่อว่า The Palms Deira เกาะแห่งนี้จะใหญ่ก่าเกาะทั้งสอง และรวบรวมทุกอย่างไว้ครบวงจร ตั้งแต่ที่พักอาศัย รวมไปถึงสถานที่ด้านความบันเทิงต่างๆ เกาะนี้จะมีความยาว 14 กิโลเมตร และความกว้าง 8.5 กิโลเมตร โดยคาดว่าจะเริ่มก่อสร้างในเร็วๆ นี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;img style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 252px; CURSOR: hand; HEIGHT: 150px; TEXT-ALIGN: center" height="188" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/6470/1253/320/the_world_dubai.jpeg" width="320" border="0" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     นอกเหนือจาก Palm Islands แล้ว ยังได้มีการก่อสร้างหมู่เกาะที่มีชื่อว่า The World Islands ขึ้นอีก เกาะแห่งนี้มีรูปร่างเป็นรูปแผนที่โลก (เป็นผม ผมจะไปจองตรงที่ๆ เป็นส่วนของประเทศไทยเสียเลย) อยู่ใกล้ๆ กับ Palm Islands หมู่เกาะแห่งนี้ประกอบไปด้วยเกาะเล็กเกาะน้อยถึงจำนวนประมาณ 250-300 เกาะ แต่ละเกาะจะอยู่ห่างกันประมาณ 50-100 เมตร สำหรับผู้ที่ไปศัยอยู่และคิดจะว่ายน้ำไปแต่ละเกาะนั้นขอเตือนว่าการเดินทางไปยังแต่ละเกาะสามารถเดินทางได้เพียงทางเรือเท่านั้น เกาะแห่งนี้มีความยาว 9 กิโลเมตร และความกว้าง 6 กิโลเมตร มีมูลค่าการก่อสร้าง 1.8 พันล้านเหรียญสหรัฐ และคาดว่าจะก่อสร้างเสร็จภายในปลายปีนี้ ขณะนี้กำลังเปิดให้นักลงทุนจองเป็นเจ้าของกรรมสิทธิในแต่ละเกาะ ซึ่งสนนราคาก็ไม่มากไม่น้อย แค่ 6.85 ล้านเหรียญสหรัฐเองครับ &lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;     ไหนๆ ก็กล่าวถึงดูไบแล้ว ผมก็ขอถือโอกาสกล่าวถึงกาตาร์ด้วยเลยละกัน ที่กาตาร์ก็มีการก่อสร้างเกาะอยู่เช่นกันโดยของกาตาร์มีชื่อว่า The Pearl Qatar มีรูปร่างไม่ค่อยจะเป้นเอกลักษณ์เหมือนของที่ดูไบ คือจะดูคล้ายๆ ขดหอย แต่ก็ไม่ใช่เสียทีเดียว &lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/6470/1253/1600/article_793.jpeg"&gt;&lt;img style="FLOAT: right; MARGIN: 0px 0px 10px 10px; CURSOR: hand" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/6470/1253/320/article_793.jpeg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;โครงการ Pearl-Qatar เป็นโครงการก่อสร้างเกาะขนาดใหญ่ เนื้อที่ 2,500 ไร่ ชายฝั่งความยาว 30 กิโลเมตร เพื่อเป็นที่พักอาศัยและเปิดโอกาสให้นักลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศเข้ามาลงทุน และนับเป็นโครงการลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่โครงการแรกของกาตาร์ เกาะแห่งนี้ประกอบด้วยที่พักอาศัยระดับหรูหราจำนวน 30,000 หลัง โรงแรมระดับห้าดาวจำนวน 3 แห่ง ศูนย์การศึกษา ร้านค้า ภัตตาคาร สถานที่พักผ่อนหย่อนใจ สปา ซึ่งสิ่งก่อสร้างต่างๆ ในเกาะแห่งนี้จะถูกออกแบบในลักษณะ Riviera Arabia ซึ่งเป็นการผสมผสานระหว่างวัฒนธรรมเมอร์ดิเตอเรเนียนและอาหรับ &lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;     โครงการแห่งนี้แบ่งออกเป็นทั้งหมด 4 ระยะ โดยระยะแรกได้ขายให้แก่นักลงทุนทั้งจากต่างประเทศและประเทศในกลุ่ม GCC ไปหมดแล้ว คาดว่าจะเปิดให้เข้าไปพักอาศัยได้ในช่วงต้นปี 2550 รวมทั้งได้เปิดให้จองระยะที่สองในเดือนกุมภาพันธ์ 2548 ซึ่งมีนักลงทุนจากต่างประเทศเข้ามาลงทุนมากขึ้น&lt;br /&gt;จากข้อมูลไม่มากไม่น้อยที่ผมให้มาเกี่ยวกับการก่อสร้างเกาะของทั้งสองประเทศจะเห็นได้ว่าประเทศในภูมิภาคนี้เริ่มมีเป้าหมายสร้างโอกาสให้แก่นักลงทุนในธุรกิจประเภทอสังหาริมทรัพย์ที่กำลังมีความเจริญเติบโตสูงในประเทศเหล่านี้ และนำมาซึ่งผลประโยชน์ทางสังคมและเศรษฐกิจ โครงการดังกล่าวยังได้ตอบสนองต่อเป้าหมายที่สำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจของรัฐบาลคือก่อให้เกิดความหลากหลายทางเศรษฐกิจ สนับสนุนการลงทุนของภาคเอกชน และอาจเสริมสร้างมาตรฐานด้านวัฒนธรรม &lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;     โครงการที่ผมกล่าวมาข้างต้นเหล่านี้ยังมีส่วนช่วยในการพัฒนาประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลางให้มีชื่อเสียงในด้านที่พักอาศัย สถานที่จับจ่ายใช้สอย และจุดหมายปลายทางของท่องเที่ยวชั้นดี ทั้งนี้ประเทศบางประเทศยังได้จัดการปรับปรุงกฎหมายในด้านนี้โดยอนุญาตให้ชาวต่างประเทศสามารถเข้าไปมีในกรรมสิทธิในที่ดินในประเทศได้ เท่านี้ก็เห็นชัดแล้วว่าธุรกิจอสังหาริมทรัพย์กำลังมีบทบาทที่สำคัญต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศเหล่านี้มากน้อยเพียงใด เนื่องจากพวกเขารู้ตัวว่าทรัพยากรน้ำมันที่มีอยู่ในประเทศนับวันก็เริ่มจะหมดไป ดังนั้น ควรจะต้องมีการพัฒนาธุรกิจประเภทอื่นเพื่อเพิ่มอัตราความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ รวมถึงดุลการค้าต่อไป อย่างไรก็ดีการหลั่งไหลเข้ามาของชาวต่างประเทศอาจทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงด้านวัฒนธรรม และขนบธรรมเนียมประเพณีที่มีมาแต่โบราณและเคร่งครัด (มากๆ) ของชาวอาหรับ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าติดตามสำหรับเราๆ ท่านๆ ต่อไปครับ&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;HK&lt;br /&gt;29 มิ.ย. 48 &lt;/p&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/14004388-112004622698361786?l=mideastboy.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://mideastboy.blogspot.com/feeds/112004622698361786/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=14004388&amp;postID=112004622698361786' title='5 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/14004388/posts/default/112004622698361786'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/14004388/posts/default/112004622698361786'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://mideastboy.blogspot.com/2005/06/discover-arabian-gulfs-properties.html' title='Discover the Arabian Gulf&apos;s properties'/><author><name>Egas</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07660181899229739135</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>5</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-14004388.post-111996922655500305</id><published>2005-06-28T03:42:00.000-07:00</published><updated>2005-06-28T07:33:46.586-07:00</updated><title type='text'>วันเกิด</title><content type='html'>(บทความนี้ไม่ได้ต้องการให้เศร้า แต่เขียนขึ้นจากความประทับใจ)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/6470/1253/1600/Image-07.jpg"&gt;&lt;img style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/6470/1253/320/Image-07.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;28 มิ.ย. ของทุกปีเป็นวันเกิดพ่อ ถ้าพ่อยังอยู่ พ่อคงมีอายุครบ 54 ปี แต่พ่อก็จากไปตั้งแต่พ่อเพิ่งมีอายุได้ 46 ปี ซึ่งนับว่าจากไปตั้งแต่อายุยังน้อยอยู่ ตอนที่พ่อจากพวกเราไป ผมเพิ่งอายุได้ 16 ปี ยังเรียนอยู่ Form 4 (เทียบได้กับมัธยมศึกษาปีที่สี่) ที่ประเทศ New Zealand ช่วงนั้นถือเป็นความสูญเสียและจุดหักเหครั้งใหญ่ในชีวิตของพวกเรา (แม่และผม) เลยก็ว่าได้&lt;br /&gt;ผมไม่ค่อยได้ใช้เวลาอยู่กับพ่อมากเท่าที่ควร พ่อทำงานธนาคาร ซึ่งหมายความว่าพ่อจะต้องเดินทางไปทำงานตามจังหวัดต่างๆ อยู่เสมอ ประกอบกับผมใช้ชีวิตอยู่ในรั้ว ร.ร. ประจำตั้งแต่ยังเด็ก ทำให้ผมได้พบพ่อเพียงวันหยุดสุดสัปดาห์แบบอาทิตย์เว้นอาทิตย์ หรือไม่ก็เป็นช่วงปิดเทอม ช่วงที่ผมเรียนชั้นประถมนั้น พ่อทำงานอยู่ที่เชียงใหม่ ทำให้พ่อกับผมไม่สามารถพบกันได้ทุกวันหยุด อย่างไรก็ดีทุกๆ วันหยุดที่พ่อว่าง พ่อก็จะพยายามมาพบผมให้ได้ และช่วงปิดเทอมผมก็จะไปอยู่กับพ่อที่เชียงใหม่ &lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/6470/1253/1600/Image-04.jpg"&gt;&lt;img style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; CURSOR: hand" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/6470/1253/320/Image-04.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;จนกระทั่งผมมีอายุได้11 ขวบพ่อย้ายจากเชียงใหม่กลับมาทำงานที่นครสวรรค์ซึ่งถือว่าเป็นบ้านของเรา (แม้ผมจะเกิดที่กรุงเทพฯ และอยู่ที่กรุงเทพฯ มาตั้งแต่อายุ 7 ขวบผมก็ไม่เคยนึกว่าตัวเองเป็นคนกรุงเทพฯ เลย) ช่วงเวลานี้ผมได้มีโอกาสใกล้ชิดกับพ่อมากขึ้นกว่าเดิม ทุกครั้งที่ผมกลับบ้าน เราจะใช้เวลาด้วยกัน โดยเฉพาะกับการเล่นกอล์ฟด้วยกัน เราจะเล่นกอล์ฟที่สนามกอล์ฟประจำจังหวัด หรือไม่หากมีเวลา เราก็จะไปเล่นกอล์ฟที่สนามแถวๆ ชลบุรีหรือหัวหิน ซึ่งนับเป็นการท่องเที่ยวไปในตัวด้วย &lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;เราสามคน (พ่อแม่และผม) จะไปไหนมาไหนด้วยกันตลอดทุกครั้งที่มีโอกาส ซึ่งส่วนใหญ่จะขึ้นกับเวลาว่างของพ่อและวันหยุดของผม พ่อเป็นคนขับ แม่นั่งข้างๆ คอยเป็นเพื่อนคุยไปกับพ่อ ส่วนผมจะนั่งอยู่เบาะหลัง จะชะโงกหน้ามาคุยกับพ่อและแม่เป็นครั้งคราว หรือไม่ก็จะนั่งหลับไปกับเสียงเพลงเอลวิส เพรสลี่ย์ ที่คลอมาเบาๆ บนเครื่องเล่นเทป (รุ่นเก่า) ประจำรถเรา พ่อชอบเล่าเรื่องโน่นเรื่องนี่ให้ผมฟัง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความหลังหรือเกร็ดความรู้ต่างๆ เรื่องที่พ่อเล่ามักจะแฝงด้วยข้อคิดต่างๆ ไว้ให้ผมได้ขบคิดและตระหนักอยู่เสมอ&lt;br /&gt;ถ้าผมนึกถึงผู้ชายคนนึงที่สามารถเป็นแบบอย่างให้กับคนทั่วไปถึงความจริงจังในเรื่องงาน ผมจะนึกถึงพ่อเป็นคนแรก พ่อจะจริงจังกับงานมาก แต่พ่อมีข้อดีคือพ่อสามารถแยกเวลางานและเวลาครอบครัออกจากกัน เวลาที่พ่ออยู่กับแม่และผม พ่อไม่เคยเอาเรื่องงานเข้ามาเกี่ยวข้องเลย แม้พ่ออาจจะมีงานที่ต้องทำในยามค่ำคืนบ้างแต่มันก็เหมือนกับเวลาทำการบ้านที่เรามีครั้งที่เรายังเยาว์วัย ความจริงจังในเรื่องงานของพ่อเป็นที่รู้จักกันดีในหมู่เพื่อนร่วมงานและลูกน้องใต้บังคับบัญชาของพ่อ คนที่ไม่เข้าใจถึงความตั้งใจจริงมักจะบ่นว่าพ่อดุ ซึ่งตรงนี้แม้ผมจะได้ยินมาบ้างแต่ผมก็ไม่ได้ติดใจเอาความแต่อย่างใด เหตุเพราะความคิดของคนเรานั้นแตกต่างกันออกไป ความจริงจังของพ่อสะท้อนออกมาในชีวิตนอกเวลางาน พ่อเป็นคนที่จริงจังและตั้งใจจริง รวมทั้งมุ่งมั่นในสิ่งที่พ่อกำลังกระทำอยู่ทุกอย่าง แม้แต่เรื่องเล็กๆ น้อย พฤติกรรมเหล่านี้ก็ได้ติดตัวผมมาเมื่อผมโตขึ้น &lt;img style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/6470/1253/320/Image-01.jpg" border="0" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;พ่อส่งผมไปเรียนที่ประเทศ New Zealand เมื่อตอนผมจบชั้นมัธยมปีที่สาม ด้วยเหตุผลที่ว่าอยากให้ผมได้รู้จักสู้ชีวิต เหมือนตอนที่พ่อเคยออกจากบ้านที่ อ. หล่มสัก จ. เพชรบูรณ์ มาเรียนหนังสือในกรุงเทพฯ เมื่ออายุได้ 15 ปี และเหตุผลที่สำคัญอีกประการคือเรื่องภาษา เนื่องจากพ่อตระหนักถึงความสำคัญของภาษาอังกฤษว่าจะมีบทบาทที่สำคัญต่อชีวิตการทำงานของผมในอนาคต พ่อบอกผมซึ่งผมจำได้ไม่รู้ลืมเลยว่า การส่งผมไปเรียนครั้งนี้ไม่ใช่เป็นการส่งไปเรียนธรรมดาแต่ให้ถือเสียว่าเป็นการลงทุนร่วมกันระหว่างพ่อและผม ทุกบาททุกสตางค์ที่ส่งผม สักวันหนึ่งมันก็จะกลายเป็นของผม ดังนั้นขณะที่ผมเดินทางไปเรียน ถือได้ว่าเป็นการเอาเงินที่ผมจะได้รับนั้นมาลงทุน ผลกำไรที่ได้กลับมาคือความรู้ที่สามารถนำไปใช้ในอนาคตไม่ว่าจะเข้าทำงานในสาขาชาชีพใดก็ตาม ผลที่ได้รับจากคสอนของพ่อในวันนั้นคือ ตลอดระยะเวลาสี่ปีที่ประเทศ New Zealand และสี่ปีที่มหาวิทยาลัยในเมืองไทย ผมเรียนอย่างลืมตาย &lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/6470/1253/1600/Image-06.jpg"&gt;&lt;img style="FLOAT: right; MARGIN: 0px 0px 10px 10px; CURSOR: hand" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/6470/1253/320/Image-06.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;ระหว่างที่ผมเรียนอยู่ที่นั่น ผมพบพ่อเพียงแค่สองครั้ง คือ ช่วงที่พ่อ แม่ คุณตา และคุณยาย มาเยี่ยมผม ซึ่งผมได้ทำหน้าที่ต้อนรับอย่างดี และช่วงปิดเทอมที่ผมได้มีโอกาสกลับบ้าน การพูดคุยกับพ่อในสองครั้งหลังเปลี่ยนไปจากเก่าก่อนมาก เราได้ถกปัยหากันในประเด็นที่กว้างมากขึ้น โดยเกี่ยวข้องกับเหตุบ้านการเมือง รวมถึงกีฬาซึ่งเป็นสิ่งของโปรดของผู้ชาย (ทุกวันนี้ผมยังเชื่ออยู่เสมอว่าพ่อเชียร์สเปอร์สไม่ได้เชียร์แมนฯ ยูฯ) ผมมีความสุขที่ได้รู้จักพ่อมากขึ้นโดยไม่ทันได้ฉุกคิดเลยว่าการร่ำลากับพ่อที่สนามบินดอนเมืองก่อนที่จะกลับมาเรียนในปีที่สองที่ New Zealand จะเป็นภาพสุดท้ายที่ผมได้เห็นพ่อ&lt;br /&gt;พ่อจากเราไปแล้วหลายปี แต่ทุกๆ วันเกิดพ่อผมมักจะนึกถึงพ่อ นึกถึงมากกว่าวันที่พ่อเสียเสียอีกเพราะมันเป็นวันที่เคยมีความสุข เคยได้อยู่ฉลองวันเกิดกันพร้อมหน้าพร้อมตากัน แม้ว่าพ่อจะไม่ใช่คนโด่งดัง มีชื่อเสียง ร่ำรวย หรืออะไรก็ตามแต่ แต่พ่อก็ได้ปลุกจิตสำนึกให้เด็กผู้ชายคนหนึ่งได้เติบโตขึ้นมาพร้อมกับความตั้งใจแน่วแน่ที่จะทำอะไรคืนให้กลับสังคมต่อไป อย่างไรก้แล้วแต่ พ่อก็ยังเป็นวีรบุรุษของผมต่อไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สุขสันต์วันเกิดครับพ่อ &lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/6470/1253/1600/Image-03.jpg"&gt;&lt;img style="FLOAT: right; MARGIN: 0px 0px 10px 10px; CURSOR: hand" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/6470/1253/320/Image-03.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;HK&lt;br /&gt;28 มิ.ย. 48 &lt;/p&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/14004388-111996922655500305?l=mideastboy.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://mideastboy.blogspot.com/feeds/111996922655500305/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=14004388&amp;postID=111996922655500305' title='9 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/14004388/posts/default/111996922655500305'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/14004388/posts/default/111996922655500305'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://mideastboy.blogspot.com/2005/06/blog-post_28.html' title='วันเกิด'/><author><name>Egas</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07660181899229739135</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>9</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-14004388.post-111990670808233417</id><published>2005-06-27T13:47:00.000-07:00</published><updated>2005-06-27T14:12:20.446-07:00</updated><title type='text'>สาเหตุของการเริ่มการบันทึก</title><content type='html'>....นอกจากงานเขียนที่ผมทำเป็นประจำในเวลางานแล้ว ผมพูดได้เต็มปากเลยว่าผมเป็นคนที่เขียนน้อยกว่าอ่าน สาเหตุหลักก็คือ ผมชอบที่จะเป็นผู้รับมากกว่าเป็นผู้เสนอแนะ ซึ่งนี่อาจจะเป็นข้อเสียที่ติดตัวผมมาตั้งแต่ครั้งยังเยาว์วัย หลายครั้งที่ผมมักจะเอาไอเดียที่คิดขึ้นมาได้ยัดใส่เก็บไว้ในลิ้นชักสมอง มากกว่าที่จะเอามันออกมาและแพร่ให้คนอื่นๆ ได้รับรู้ เพื่อที่ว่าเขาเหล่านั้นจะได้นำไปใส่ (หากมันมีประโยชน์เพียงพอ) ไปเก็บไว้ในลิ้นชักของเขาเอาบ้าง จวบจนกระทั่งวันนี้... 27 มิ.ย. 48 วันที่ผมตกหลุมพรางของเพื่อนคนหนึ่งให้มาเริ่มนั่งเขียนเรื่องราวต่างๆ ในบล็อกแห่งนี้ คำเชื้อเชิญที่เปรียบเสมือนสาส์นท้าให้มาประลองกันในบล็อกแห่งนี้ของท่อก ทำให้ผมตกหลุมพรางของเพื่อนคนนี้โดยไม่รู้ตัว รู้สึกอีกทีก็มานั่งพิมต๊อกๆ อยู่ในบล็อกแห่งนี้แล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมเป็นคนที่เขียนอะไรไม่ค่อยเก่ง หลายคนบอกไม่ใช่ แต่ผมรู้สึกอย่างนั้นของผมจริงๆ นะ เอ๊า!!! ผมเคยพยายามหัดเขียนไดอารี่หลายครั้งมากสุดก็ได้เป็นเวลาสองเดือน ซึ่งถือว่าเป็นระยะเวลานานพอสมควรสำหรับผม และสาเหตุสั้นๆ ง่ายๆ ของการเขียนในครั้งนั้นคือความรักครับ แต่ครั้งนี้คงไม่ใช่ความรักเป็นแน่แท้เพราะผมคงไม่ไปตกหลุมรักเพื่อนที่คบกันมา 16 ปีเป็นแน่แท้ครับ แต่ผมคิดว่า การที่ผมพบเจอกับสิ่งใหม่ๆ โดยเฉพาะสภาพแวดล้อมรอบตัวผมในปัจจุบันนี้ มันมีหลายสิ่งหลายอย่างที่น่าสนใจและขัดแย้งกับตัวผมในหลายๆ ทาง ดังนั้นการเข้ามาเขียนครั้งนี้มันก็เหมือนกับการสร้างพื้นที่ส่วนตัวให้กับผมเอง ให้ผมได้บันทึกเรื่องราวที่ผ่านเข้ามาในชีวิตหรือเรื่องราวที่ผมต้องการจะระบายมันออกมาในมุมมองของผมเองมากที่สุดเท่าที่จะมากได้ (หากผมไม่ถูกสภาพแวดล้อมครอบงำไปเสียก่อนนะครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เรื่องที่ผมเขียนมาวันนี้อาจจะน่าเบื่อไปนิด คุณอาจจะมองเป็นเหมือนจดหมายแนะนำตัวของผมก็ได้ แต่ผมว่ามันก็ดูเป็นการเริ่มต้นกึ่งทางการที่ดูดีเหมือนกันนะ (คิดไปเองหรือเปล่า)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หากข้อเขียนของผมที่อาจจะหาสาระไม่ค่อยได้ทำให้ใครเพลิดเพลินได้บ้าง (ไอ้ความรู้นั่นผมไม่เคยคิดว่าจะมีใครมาหาจากข้อเขียนของผมอยู่แล้ว) ไม่ต้องมาขอบคุณผมหรอกครับ ไปขอบคุณท่อกมันเหอะครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ขอบคุณครับ&lt;br /&gt;HK&lt;br /&gt;27 June 05&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/14004388-111990670808233417?l=mideastboy.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://mideastboy.blogspot.com/feeds/111990670808233417/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=14004388&amp;postID=111990670808233417' title='3 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/14004388/posts/default/111990670808233417'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/14004388/posts/default/111990670808233417'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://mideastboy.blogspot.com/2005/06/blog-post.html' title='สาเหตุของการเริ่มการบันทึก'/><author><name>Egas</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07660181899229739135</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>3</thr:total></entry></feed>
